[Fic] Dark Melody - Chapter 4.4

posted on 24 Nov 2012 23:00 by mondaymaybe in Dark-Melody
 
Title: Dark Melody - Chapter 4.4
Paring: Jay Kim x Kim Heechul
Rating: PG-13
Genre: Yaoi, A/U, Horror
Warning: นิยาย เรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการส่วนบุคคล และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรักและความสัมพันธ์ระหว่างชายและชาย ตัวละคร รวมทั้งสถานที่ต่างๆ ที่อยู่ในเรื่อง เป็นเพียงการสมมุติขึ้นเพื่อเพิ่มสีสันให้กับเนื้อเรื่อง โดยไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหายทั้งสิ้น หากนิยายเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ท่านไม่พึงประสงค์ ไม่ชอบ หรือรังเกียจ กรุณาปิดหน้านี้ลงเสียด้วยความสงบ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือค่ะ ^^

..................



ตอน: นัดบอด
ตอนที่ 4

 

 

กว่าจะมาถึงน้ำตกที่จองโมบอกก็ปาเข้าไปเที่ยงกว่า เจ้าตัวเล็กที่ยังนั่งบ่นว่าหิวมาตลอดทางทั้งที่แอบชิมผลไม้ที่สวนเพาะพันธุ์มาตั้งเยอะ แต่พอเห็นธารน้ำใสๆ ที่ไหลตกลงมาจากผาสูง ท่ามกลางร่มไม้หนาทึบที่แซมด้วยดอกไม้ป่าสีสวยๆ กับหินก้อนใหญ่ที่เรียงตัวกัน น่าไปนั่งหย่อนขาเล่น มินฮวานก็ดูจะร่าเริงขึ้นทันตา  

 

“ว้าววววว!! สวยจังเลยฮะ!”

“อย่างที่พี่บอกมั้ยล่ะ”

“อื้อ! ผมลงไปเล่นได้มั้ย?”

“ได้ แต่นายต้องช่วยพี่ขนของลงจากรถก่อนนะ แล้วเดี๋ยวจะปิ้งบาร์บีคิวให้กิน”

“โอเคเลยฮะ!”

พอมีของกินมาล่อ เจ้าตัวเล็กก็ไม่มีอิดออด เขาขนอุปกรณ์ปิกนิกจากท้ายรถไปกองไว้ข้างๆ น้ำตก ตรงที่พี่จองโมบอก

“เดี๋ยวจองชินปูผ้าแล้วช่วยก่อกองไฟให้ที มินฮวานเอาผลไม้นี่ลงไปด้วย เอาแตงโมไปแช่ไว้ในน้ำตกนะ ตรงแอ่งหินที่น้ำตื้นๆ นั่นน่ะ”

“ทำไมอ่ะพี่?”

“น้ำตกนี่เย็นมาก เอาไปแช่ไว้ซักพัก พอเอาขึ้นมาหั่นกินแล้วเนื้อแตงโมจะเย็นมาก เหมือนแช่ตู้เย็นเลยไงล่ะ เอ้อจองชิน เอากีต้าร์ลงไปด้วยนะ”

“โอเค”

 

 

“มา ฉันช่วย” เจย์เข้าไปช่วยเด็กหนุ่มเอาก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นมาวางเรียงไว้เป็นวง ขณะที่จองชินค่อยๆ เทถ่านไม้ที่เตรียมใส่ถุงมาจากบ้านลงไปในวงนั้น ก่อนจะเดินออกไปหาเศษกิ่งไม้และใบไม้มาเป็นเชื้อไฟเพิ่ม

 

ส่วนคนว่างงานที่ไม่ได้รับมอบหมายอะไรก็เดินเลาะไปตามธารน้ำตกคนเดียว เห็นจองโมบอกว่าน้ำที่นี่เย็นนักหนา พอเจอแอ่งน้ำตื้นๆ ก็เลยนึกอยากจะลองแช่เท้าเล่น ฮีชอลถอดรองเท้าออกแล้วค่อยๆ แตะปลายเท้าลงบนน้ำ

“พับขากางเกงด้วยนะ เดี๋ยวจะเปียก”

แต่เสียงเข้มงวดก็ยังตามมากำชับ นักร้องหนุ่มถึงกับเซ็ง ขนาดมือไม่ว่างยังอุตส่าห์จ้องจับผิดเขาอยู่ได้

“ไม่พับให้เองซะเลยล่ะ?”

ตั้งใจจะประชดไปอย่างนั้น แต่พอเห็นเจย์วางมือจากเศษใบไม้กับไฟแช็คแล้วหันมามองหน้าเขาตรงๆ ฮีชอลก็รู้ว่าขืนเขายังยืนกอดอกจ้องหน้าท้าทายอีกฝ่ายอยู่แบบนี้ เจย์คงได้ลุกขึ้นมาจริงๆ แน่

“...รู้แล้วน่า”

 

จองชินยังแอบเห็นรอยยิ้มที่มุมปากผู้จัดการหนุ่มตอนที่เขาจุดไฟแช็ค

“ฮีนิมเวลาอยู่บนเวที กับเวลาที่อยู่กับพี่เนี่ย คนละคนกันเลยนะครับ”

“ทำไมล่ะ”

“ก็ปกติจะไม่ค่อยคุยกับใคร ชอบทำหน้านิ่งๆ ดุๆ แต่เวลาไม่พอใจอะไรก็จะแสดงออกมาอย่างชัดเจน วีนแตกเหมือนระเบิดลงจนคนรอบข้างกระเด็นไปคนละทิศละทาง เหมือนพวกศิลปินติสแตกที่ใช้แต่อารมณ์”

“อา...ฮะ”

“แต่ว่า เวลาอยู่กับพี่เจย์ ฮีนิมจะเหมือนลูกแมว ข่วนบ้าง แง้วบ้าง แต่ก็ชอบให้เจ้าของเอาอกเอาใจ”

เจย์คิดตามแล้วก็พยักหน้าช้าๆ

“...เหมือนเจ้าฮีบอม”

“ใช่ครับ! เหมือนเจ้าฮีบอมเลย นิสัยคล้ายกันมาก ...เอ้อ แล้วเจ้าตัวแสบเป็นไงมั่งครับ พี่สองคนไม่อยู่บ้านแบบนี้แล้วมันอยู่กับใคร?”

“เจ้าของมันทำท่าว่าจะพามาด้วย ฉันเลยเอาไปฝากไว้ที่บ้านซึงฮวานตั้งแต่วานซืนแล้ว”

ผู้จัดการหนุ่มบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่คนฟังกลับกลืนน้ำลายยาก โลกนี้คงมีแต่พี่เจย์คนเดียวจริงๆ ที่ขัดใจคนโมโหร้ายอย่างฮีนิมได้

 

 

ไม่ถึงสิบนาที กองไฟสำหรับย่างบาร์บีคิวก็พร้อม จองโมขนกล่องอาหารที่เตรียมจากบ้านมาวางไว้ข้างๆ ในนั้นมีเนื้อที่แม่ของเขาหั่นเป็นชิ้นแล้วเสียบไม้เตรียมไว้ให้ เพราะเห็นว่าสายมากแล้ว และทุกคนยังไม่มีอะไรหนักๆ ตกถึงท้องมาตั้งแต่เช้า จองโมถึงได้กุลีกุจอวางเนื้อลงบนตะแกรงที่เตรียมไว้ เขาหั่นฝักข้าวโพดที่ต้มมาจากบ้านแล้วออกเป็นท่อนๆ แล้วเสียบไม้ปิ้งไฟบนตะแกรงเดียวกัน

“ถ้าหิวจะทานข้าวโพดก่อนก็ได้นะครับ” บอกกับผู้จัดการหนุ่ม ก่อนจะหันไปตะโกนถามน้องเล็กที่ตอนนี้นั่งเอาขาตีน้ำเย็นๆ เล่นอยู่บนหินก้อนเดียวกันกับฮีนิม “กินข้าวโพดก่อนมั้ยมินฮวาน?”

“เจ๋งเลย!” เจ้าตัวเล็กรีบวิ่งกลับมาที่แคมป์ไฟโดยไม่ใส่รองเท้า หยิบข้าวโพดต้มไปฝักนึงแล้วเตรียมจะวิ่งกลับ

“เดี๋ยวมินฮวาน” แต่ผู้จัดการหนุ่มเรียกไว้ ก่อนจะส่งข้าวโพดปิ้งที่เพิ่งสุกพอดีให้อีกไม้ “ฝากให้ฮีนิมด้วย ให้เขากินรองท้องไว้ก่อน กินเนื้อย่างตอนท้องว่างๆ เดี๋ยวจะปวดท้อง”

“ได้เลยฮะ!” มินฮวานรับปากขมีขมันแล้วรีบวิ่งกลับไปที่โขดหิน

 

มองจากตรงที่จองชินนั่งอยู่ พอเจ้าตัวเล็กส่งข้าวโพดปิ้งให้ ฮีนิมก็ส่ายหน้า แต่พอมินฮวานพูดๆ อะไรไปซักพัก เขาก็รับมันไปด้วยท่าทางหงุดหงิด พูดอะไรออกมาสองคำที่จองชินอ่านปากได้ว่า “...งี่เง่า” แล้วก็กัดข้าวโพดนั้นไปหนึ่งคำ พี่เจย์ไม่ได้หันไปมองภาพนั้น เหมือนเจ้าตัวจะรู้อยู่แล้วว่ายังไงฮีนิมก็ต้องทำตามที่เขาบอก

 

จองชินมองคนทั้งสองแล้วแอบยิ้มคนเดียวเงียบๆ ...พี่เจย์กับฮีนิมนี่เหมาะสมกันอย่างที่เจ้าตัวเล็กว่าจริงๆ

 

 

 

บาร์บีคิวสุกแล้ว พอจองชินตะโกนบอก ทั้งฮีนิมและมินฮวานก็กลับมาที่แคมป์ พวกเขานั่งล้อมวงบนผ้าปู ทานบาร์บีคิวกับอาหารอย่างอื่นที่นางคิมเตรียมมาให้อย่างเอร็ดอร่อย อาจเป็นเพราะความหิวด้วยกระมัง ขนาดฮีนิมที่ดูเป็นคนทานยากยังเคี้ยวเอาเคี้ยวเอาแบบไม่พูดไม่จา

 

หลังจากของคาวแล้ว ของหวานก็คือแตงโมที่มินฮวานเอาไปแช่น้ำในลำธารไว้ จองชินจัดการหั่นมันเป็นชิ้นๆ แล้วส่งให้ทุกคน

“ว๊าววว!! เย็นชื่นใจจริงๆ ด้วยฮะ”

“เหมือนแช่ตู้เย็นเลยนะพี่”

“หวานมากด้วย ข้าวโพดเมื่อกี้ก็หวานนะ”

เจ้าบ้านยืดตัวขึ้นรับคำชมด้วยรอยยิ้มกว้าง แหงล่ะว่าผลไม้พวกนี้เป็นของขึ้นชื่อของบ้านเขา แต่เหนืออื่นใดคือจองชินรู้สึกดีที่ทำให้ทุกคนได้ผ่อนคลาย ก่อนหน้านี้นอกจากเรื่องงานแล้ว พวกเขาไม่ได้มีโอกาสไปเที่ยวหรือทานอาหารด้วยกันแบบนี้ซักเท่าไหร่ ขนาดแค่เขากับน้องชายร่วมวงอีกสองคน อย่างมากก็แค่เคยไปกินข้าวด้วยกัน ยิ่งโอกาสที่จะได้เห็นฮีนิมกับผู้จัดการหนุ่มในลุคสบายๆ แบบนี้ยิ่งแทบไม่มี จองชินถึงได้รู้สึกว่าการกลับมาเยี่ยมบ้านครั้งนี้คุ้มมาก

 

แต่เด็กหนุ่มก็ยังไม่ลืมจุดประสงค์หลักที่ทำให้เขาต้องกลับบ้าน

 

“เดี๋ยวผมต้องกลับไปที่บ้าน แล้วไปช่วยงานบ้านโน้นกับแม่ พวกพี่พักผ่อนกันตามสบายนะครับ เย็นๆ ค่อยกลับก็ได้ จองชินพี่ฝากดูแลพี่เจย์กับฮีนิมด้วย”

“ได้เลยพี่”

“ไม่ให้พวกเราไปช่วยด้วยหรือ? อุตส่าห์มาทั้งที”

“อย่าเลยครับพี่เจย์ เกรงใจ ยังไงเขาก็ยังเป็นคนอื่น พรุ่งนี้พวกพี่ค่อยไปเคารพศพก่อนกลับก็ได้”

เจย์พยักหน้าเมื่อเด็กหนุ่มว่าอย่างนั้น เขาไม่ค่อยเข้าใจสังคมชนบทซักเท่าไหร่ แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะดูท่าว่าฮีชอลจะชอบที่นี่ เมื่อกี้ก็เดินกลับไปนั่งเล่นน้ำตรงหินก้อนเดิมอีกแล้ว

 

 

“เย้! ไปเล่นน้ำดีกว่า!” มินฮวานที่เปลี่ยนมาสวมกางเกงขาสั้นเรียบร้อยแล้วก็รีบวิ่งลงน้ำ น้ำในลำธารตื้นก็จริง แต่มันจะมีแอ่งขนาดใหญ่ที่เป็นน้ำลึก ตอนที่มินฮวานไต่แนวหินลงไป น้ำก็ลึกจนเกือบถึงบ่าแล้ว

“อย่าออกไปไกลนักนะมินฮวาน น้ำตรงนั้นลึกมาก” จองโมตะโกนบอกน้องด้วยความเป็นห่วง ช่วงที่น้ำลึกมากอาจจะลึกจนท่วมหัวได้ เจ้าตัวเล็กพยักหน้าแล้วก็เลือกที่จะแช่ตัวเล่นอยู่แถวๆ แนวหินนั้น

 

“อ๊า~~ น้ำเย็นจังเลย... ฮีนิมลงมาเล่นด้วยกันสิฮะ”

คนถูกชวนส่ายหน้าเนือยๆ

“ไม่ล่ะ ฉันขี้เกียจตัวเปียก”

“แต่น้ำเย็นชื่นใจมากเลยนะฮะ สบ๊าย~ สบาย~”

ฮีชอลแค่พยักหน้า ทำนองว่า ‘เชิญนายคนเดียวเถอะ’ แล้วก็ลุกจากโขดหินเดินกลับไปที่แคมป์ไฟ หย่อนตัวลงนั่งบนผ้าปูที่ตอนนี้เหลือเจย์นั่งอยู่คนเดียว

“ไม่อยากเล่นน้ำเหรอ?”

“ไม่ล่ะ อยากนอนมากกว่า” นักร้องหนุ่มตอบคำถามผู้จัดการตัวเองแล้วก็ล้มตัวลงนอนเอามือหนุนแขนตัวเองไว้ ยังไม่ทันได้หลับตาก็เลยพอจะเห็น ตอนที่คนข้างๆ ยื่นของบางอย่างมาให้

“หนุนนี่ดีกว่า จะได้ไม่ปวดคอ” มันคือเสื้อแจ็คเก็ตที่เจย์เพิ่งถอดออกมา เขาพับมันให้เป็นขนาดพอดีแล้วยื่นให้ แต่ฮีชอลทำเพียงแค่มองแล้วผงกหัวขึ้น ท่าทางเอาแต่ใจแบบนั้นไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มนึกรำคาญ เขากลับสอดมือประคองแล้วรองแจ็คเก็ตให้ราวกับเป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำ

 

 

เสียงโดดน้ำตูมใหญ่เรียกให้เจย์หันไปมอง เขาหัวเราะเมื่อเห็นร่างสูงโย่งของมือเบสแบ็คอัพดำผุดดำว่ายอยู่ในแอ่ง แล้วก็ได้ยินเสียงโวยวายของมินฮวานดังมาเรื่อยๆ

“พี่จะโดดลงมาทำไมเนี่ย! น้ำมันกระเด็นโดนผมเปียกหมดแล้ว!”

“เล่นน้ำก็ต้องเปียกสิ นายไม่อยากเปียกแล้วลงมาทำไม”

“แต่ผมไม่อยากให้หัวเปียกนี่ ขี้เกียจสระผมนะ!”

แต่ดูเหมือนจองชินจะไม่สนใจ ถึงแม้จองโมที่นั่งอยู่บนโขดหินจะคอยตะโกนห้ามว่าอย่าแกล้งน้อง แต่เด็กหนุ่มฮาร์ดคอร์ก็ยังสาดน้ำใส่น้องชายร่วมวงไม่ยั้ง

 

ใบหน้าหล่อเหลาที่เปื้อนยิ้มหันมองคนที่นอนอยู่ข้างๆ อย่างไม่ตั้งใจ เหมือนว่าดวงหน้าขาวจะผินมาทางเขาเช่นกัน แต่เพราะแว่นกันแดดอันใหญ่ที่เจ้าตัวสวมอยู่ ทำให้เจย์ไม่แน่ใจว่าฮีชอลหลับหรือตื่น

“มองฉันอยู่รึเปล่า?”

“...เปล่า” อีกคนตอบหน้านิ่ง และมันก็ทำให้เจย์ยิ้มออกมา

“นี่เจย์...”

“หืม?”

“นายเป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็กๆ เลยรึเปล่า”

“แบบไหน?”

“ก็ชอบดูแล เอาใจใส่คนอื่น”

“......”

“หรือเพิ่งจะมาเป็นตอนรับหน้าที่ผู้จัดการส่วนตัวฉัน?”

เสียงโวยวายของมินฮวานยังดังอยู่เรื่อยๆ สลับกับเสียงหัวเราะของทั้งจองโมและจองชิน เจย์เบนสายตาไปทางเด็กหนุ่มทั้งสาม ฮีชอบไม่มีโอกาสได้เห็นว่าดวงตาคู่คมนั้นฉายความรู้สึกแบบไหน

“...ไม่รู้สิ ฉันไม่ค่อยมีคนให้ต้องดูแลซักเท่าไหร่” เงียบเกินอึดใจกว่าที่เจย์จะหันกลับ เขามองสบตาคู่โตหวานผ่านแว่นกันแดดสีดำแล้วใบหน้าหล่อเหลาก็คลี่ยิ้มน้อยๆ “กับนายน่ะ... ถึงจะเป็นหน้าที่แต่ฉันก็ไม่ได้ลำบากใจอะไร แค่ทำเท่าที่ทำได้”

“......”

“ฮีชอล?”

“......”

“หลับแล้วรึ?”

ไม่มีเสียงตอบจากร่างโปร่งบางที่นอนราบอยู่บนผ้าปูสีขาว มีเพียงใบหน้างดงามที่ยังผินมาด้านข้าง เจย์โบกมือเบาๆ ตรงหน้านักร้องหนุ่ม ก่อนจะจัดม้วนเสื้อแล้วขยับศีรษะเจ้าตัวให้นอนตรงๆ

 

 

เจย์ยังนั่งมองเด็กหนุ่มทั้งสามอยู่อีกซักพัก อากาศเย็นสบายแบบธรรมชาติให้ความรู้สึกง่วงงุน ทั้งที่ปกติเขาไม่ใช่คนชอบนอนกลางวัน แต่พอไม่มีอะไรทำ ชายหนุ่มก็ล้มตัวลงนอนข้างๆ คนในความดูแล หันมองคนที่นอนข้างกันแล้วนึกยิ้ม จากประสบการณ์การดูแลนักร้องหนุ่มมาหลายเดือน เขารู้ว่าฮีชอลตอนที่หลับแบบนี้แหละ น่าเอ็นดูที่สุด

 

ชายหนุ่มหลับไปทั้งรอยยิ้ม และความคิดแบบนั้น  

 

และหลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้... ตื่นมาอีกครั้ง ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว

 

ชายหนุ่มขยับกายช้าๆ แล้วลุกขึ้นนั่ง เสียงโวยวายสลับกับเสียงหัวเราะเงียบไปแล้ว เจย์หันไปมองทางแอ่งน้ำก็ไม่เห็นเด็กหนุ่มทั้งสาม ...ร่างโปร่งบางที่นอนอยู่ข้างกันเมื่อตอนบ่าย ตอนนี้ก็ไม่อยู่แล้ว

 

เจย์กวาดตามองไปรอบๆ กลับไม่พบใครเลยที่อยู่แถวนั้น

 

“ฮีชอล!” เขาตะโกนเรียก แต่ก็ได้ยินเพียงเสียงตัวเองสะท้อนก้องกลับมา เขาลองเรียกชื่อเด็กหนุ่มทั้งสาม แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบเช่นกัน

 

เจย์ลุกขึ้นยืนด้วยความรู้สึกผิดปกติ เขาเดินไปยังที่จอดรถตู้ แต่ก็เหลือเพียงรอยล้อที่แล่นออกไป หันกลับไปมองที่แคมป์ไฟ อุปกรณ์กองไฟทุกอย่างยังอยู่ครบ กีตาร์ของจองโมก็ยังอยู่ตรงนั้น เขาพยายามนึกถึงความเป็นไปได้ว่าทุกๆ คนหายไปไหน จะว่าขึ้นรถตู้กลับไปโดยทิ้งเขาไว้ที่นี่ ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ...มันน่าแปลกเกินไป เขาไม่ใช่คนขี้เซา แค่ฮีชอลที่นอนอยู่ข้างๆ ขยับตัว เขายังน่าจะรู้

 

ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วลองโทรหา ทั้งสามเบอร์ของจองโม จองชิน และมินฮวาน ไม่สามารถติดต่อได้เลย

 

“ฮีชอล! นายอยู่ไหน!”

 

ทางเลือกเดียวที่มีตอนนี้ก็คือเดิน เดินและตะโกนไปเรื่อยๆ ในเมื่อตรงแคมป์ไฟไม่มีใครอยู่ เขาเลยเดินขึ้นไปทางต้นน้ำ เผื่อว่าจองโมจะพาคนอื่นๆ ขึ้นไปเดินเล่นแถวนั้น ช่วงขายาวก้าวเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นกึ่งวิ่งกึ่งเดิน ป้องปากตะโกนเรียกชื่อคนโน้นคนนี้ไม่ขาดเสียง 

 

กว่าสิบนาทีที่เจย์เดินไปเรื่อยๆ และห่างจากที่ตั้งแคมป์ออกไปเรื่อยๆ จนเขาเริ่มลังเล ชายหนุ่มเริ่มไม่แน่ใจว่า หากเขาเดินห่างออกมาในขณะที่คนอื่นๆ กลับไปที่แคมป์ อาจจะสวนทางกันได้

 

ในตอนที่เจย์กำลังคิดว่าควรจะไปต่อหรือย้อนกลับไปทางเดิมดีนั้น เสียงตะโกนของใครอีกคนก็แว่วมา

 

“มินฮวาน! นายอยู่ไหน!”

 

นั่นเสียงจองชิน! ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าไปตามที่มาของเสียง ไม่นานนักก็พบร่างสูงโย่งของเด็กหนุ่มที่เดินย้อนลงมาจากทางต้นน้ำ

 

“จองชิน!”

“พี่เจย์”

“เกิดอะไรขึ้น? ทุกคนหายไปไหนหมด?”

“ทุกคน?” เด็กหนุ่มเลิกคิ้วด้วยความสนเท่ “พี่จองโมกลับไปกับรถตู้แล้วครับ ผมขึ้นจากน้ำแล้วไปเปลี่ยนเสื้อผ้า กลับมาอีกทีก็ไม่เห็นมินฮวานแล้ว ก็เลยออกเดินหามาเรื่อยๆ”

“แล้วฮีนิมล่ะ?”

“ฮีนิม?” คราวนี้จองชินยิ่งสงสัยหนัก “ตอนผมกลับมาก็ยังเห็นนอนอยู่ที่แคมป์ไฟกับพี่เลย”

“แต่ฉันตื่นมาก็ไม่เจอแล้ว เขาเดินไปทางต้นน้ำรึเปล่า?”

“ไม่นี่ครับ ผมเดินขึ้นไปแล้วก็กลับลงมา ตลอดทางยังไม่เจอฮีนิมเลย”

 

หัวคิ้วหนาขมวดมุ่นด้วยความเป็นกังวลเมื่อได้ยินอย่างนั้น เจย์นิ่งเงียบอย่างใช้ความคิด ไม่แน่ว่าฮีชอลอาจจะลุกไปตอนที่เขาหลับ แล้วป่านนี้อาจจะกลับไปที่แคมป์ไฟแล้วก็ได้

 

“ฉันจะกลับไปดูที่แคมป์อีกที” เขาบอกกับเด็กหนุ่มแล้วรีบวิ่งกลับลงไปตามทางที่เดินขึ้นมาเมื่อครู่ จองชินเองในเมื่อหาตัวรุ่นน้องไม่เจอ เขาก็วิ่งตามกลับไปที่แคมป์เช่นกัน

 

แต่ทั้งสองคนไม่ได้อยู่ที่นั่น

 

“ฮีชอล!” เจย์ลองตะโกนเรียกอีกครั้งก็ยังพบแต่ความว่างเปล่า สีหน้าชายหนุ่มดูปริวิตกจนเห็นได้ชัด จองชินเองก็กระวนกระวายไม่แพ้กัน เมื่อครู่เขายังเห็นฮีนิมนอนอยู่ตรงนี้แท้ๆ

“บางที.. ฮีนิมอาจจะลงไปเล่นน้ำก็ได้นะครับ”

“ถ้างั้นก็ยิ่งแย่ใหญ่” เจย์เสยผมที่ชื้นเหงื่อของเขาขึ้นลวกๆ ใบหน้าที่เคยนิ่งเฉยตอนนี้เต็มไปด้วยความกังวล

 

“ฮีชอลว่ายน้ำไม่เป็น”

 

 

.

 

.

 

.

 

 

“เอ... มันเป็นอะไรของมันนะ?!”

จองโมรู้สึกมาซักพักแล้วว่าเครื่องยนต์ของรถตู้ที่เขานั่งมามันสะดุดๆ แม้ว่ารถจะยังวิ่งต่อมาได้เรื่อยๆ โดยไม่มีอาการเครื่องดับ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะไปดับตอนไหน ลุงคนขับเองก็คงคิดเช่นนั้น

“จอดตรงนี้ดีกว่าครับลุง เดี๋ยวผมเดินต่อไปเอง”

“จะดีหรือครับ? นี่อีกตั้งไกลนะกว่าจะถึงบ้านคุณ”

“รถลุงดูอาการไม่ค่อยดีเลย ผมว่าลุงกลับรถแล้วกลับไปที่น้ำตกดีกว่า ทางที่ไปมันจะผ่านร้านซ่อมรถด้วย ลุงแวะให้เขาดูอาการให้หน่อย ขืนดันทุรังไปต่อ เกิดรถเป็นอะไรขึ้นมาแถวนี้ พวกที่น้ำตกจะกลับกันลำบาก”

ชายวัยสี่สิบกว่าๆ ผู้กุมพวงมาลัยพยักหน้าเห็นด้วย

“งั้นก็ต้องขอโทษคุณด้วย ผมว่าผมเช็คเครื่องมาดีแล้วนะก่อนออกเดินทาง”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ” จองโมยิ้มจากใจจริงก่อนจะคว้ากระเป๋าแล้วเปิดประตูลงจากรถ ก่อนที่เขาจะปิดประตู ลุงคนขับยังชะโงกหน้ามาถาม

“คุณเดินได้แน่นะ? จากนี่ไปมันไกลมากเลย”

“ครับ ผมเดินไกลๆ จนชินแล้ว ขอบคุณมาก ลุงขับดีๆ ก็แล้วกัน”

 

มองส่งจนรถตู้กลับคันย้อนกลับไปตามทางที่มาแล้วจองโมก็หันหลัง ทางที่ต้องเดินต่อจากนี้ สองข้างทางเต็มไปด้วยไร่ข้าวโพดรกทึบ แต่ไม่ใช่ไร่ของแม่เขา ต้องเดินไปอีกเกือบกิโลนั่นแหละถึงจะถึงปากทางเข้าบ้าน ที่จองโมมั่นใจว่าจะเดินไหวเพราะเขาเคยวิ่งเล่นแถวนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ระยะทางไม่ใช่ปัญหา แต่ความทรงจำเรื่องเส้นทางเนี่ยสิ

“...คงไม่หลงทางในบ้านตัวเองหรอกนะ”

เด็กหนุ่มแค่นยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ก่อนจะกระชับสายสะพายกระเป๋าเข้ากับไหล่ แล้วเริ่มต้นออกเดิน

 

ทางที่ว่านั่นมันไม่ได้ลึกลับซับซ้อน เพราะเป็นทางรถวิ่งอยู่แล้ว จองโมก็แค่เดินไปตามทางมันก็จะมุ่งตรงไปยังปากทางเข้าบ้าน ไร่ข้าวโพดของแต่ละบ้านจะถูกกั้นอาณาเขตไว้ด้วยรั้วไม้ที่มองเห็นแนวชัดเจน เขากะเวลาเอาว่าไม่น่าจะเกินยี่สิบนาทีก็น่าจะเห็นไร่ของแม่เขา แต่เดินมาสิบกว่านาทีแล้วก็ยังไม่เห็นแนวรั้วไม้อย่างที่คิด เด็กหนุ่มชะลอฝีเท้าจนหยุดเดินในที่สุด ไม่ใช่เพราะเหนื่อย แต่เพราะเริ่มไม่แน่ใจ หันมองแล้วหมุนตัวไปรอบๆ ก่อนจะยกมือขึ้นเกาท้ายทอย

“...ท่าจะหลงจริงๆ ด้วยแฮะ”

 

 

กริ๊งง~~ กริ๊งงง~~

เสียงเหมือนกระดิ่งอะไรซักอย่างที่จองโมแสนจะคุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง เขาหันไปมอง ย้อนแสงอาทิตย์สีส้มนวลนั้นปรากฏเงาร่างบอบบางที่เคลื่อนเข้าใกล้ด้วยพาหนะที่จองโมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กๆ

 

“มีอะไรให้ช่วยมั้ยคะ?” หญิงสาวในชุดเดรสสีชมพูแบบพื้นๆ จอดจักรยานลงที่ข้างตัวเขาแล้วแย้มยิ้มเมื่อเอ่ยถาม มันทำให้จองโมนิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนจะรู้สึกตัวแล้วเอ่ยตอบ

“คือ... ผมจะไปบ้านป้าคิมน่ะครับ แต่ไม่แน่ใจว่ามาถูกทางรึเปล่า”

เธอพยักหน้าจนผมดำยาวสลวยที่ทัดหูไว้ตกลงมาคลอเคลียข้างแก้ม

“ถูกแล้วล่ะค่ะ เดินไปอีกซักพักก็ถึง แต่อืม... ถ้าไปอีกทางนึงจะลัดกว่านะคะ”

“นั่นสินะครับ ผมลืมไปเลยว่ามีทางลัดด้วย” จองโมยิ้มเขินๆ มองใบหน้าหวานละมุนของสาวเจ้าได้ไม่นานก็ต้องก้มหน้า “ขอบคุณคุณมากเลย”

“เดี๋ยวก่อนค่ะ” เธอเรียกไว้เมื่อเห็นอีกฝ่ายค่อยๆ เดินถอยห่างออกไปเรื่อยๆ โดยไม่หันหลัง หญิงสาวหัวเราะเบาๆ กับท่าทางเก้อเขินแบบไม่ปิดบังของชายหนุ่ม ก่อนที่เธอจะเสนอไมตรีจิตด้วยน้ำเสียงหวานหู “ถ้าไม่รังเกียจ ฉันให้คุณยืมรถจักรยานได้นะคะ”

 

 

จองโมอิ่มเอมหัวใจมากกว่าการได้จักรยานมาปั่นย่นระยะทางกลับบ้านมากนัก เพราะร่างบอบบางที่ซ้อนท้ายมาด้วยทำให้เด็กหนุ่มหัวใจเต้นแรงตลอดทาง มือเล็กนุ่มนิ่มที่เกาะชายเสื้อเขาให้ความรู้สึกแปลกประหลาด ตั้งแต่เกิดจนโตจองโมยังไม่เคยต้องดูแลใคร แน่นอนว่ากับเพื่อนร่วมงานก็เป็นความรู้สึกอีกอย่าง แต่กับสาวน้อยแปลกหน้าคนนี้... ความรู้สึกว่าอยากดูแลปกป้องมันเกิดมีขึ้นมาเองโดยที่เจ้าตัวไม่ได้เสแสร้ง

“คุณมาเยี่ยมญาติแถวนี้หรือคะ?” น้ำเสียงหวานๆ ที่ชักชวนให้คุยทำให้จองโมยิ้มออกมา

“ผมเกิดที่นี่น่ะครับ ป้าคิมเป็นแม่ผมเอง”

“จริงหรือคะ?”

“ครับ ...น่าอายจัง หลงทางในบ้านเกิดตัวเองเนี่ย” เขาหัวเราะเบาๆ

“ไม่หรอกค่ะ ก็คุณไม่ได้กลับบ้านนานแล้ว”

“คุณรู้ด้วยหรือครับ?”

“รู้สิคะ แม่ฉันกับป้าคิมสนิทกัน ฉันเองก็เคยไปหาป้าคิมที่บ้านบ่อยๆ แกบ่นอยู่เรื่อยๆ ว่าลูกชายคนเดียวไม่ค่อยกลับบ้าน”

“บังเอิญจังนะครับที่บ้านเราสนิทกัน นี่แม่ผมคงเผาอะไรลูกชายตัวเองไว้เยอะเลยสิ”

“ไม่หรอกค่ะ ป้าคิมแกออกจะชื่นชมในตัวคุณ แกบอกว่าคุณเก่ง เป็นนักดนตรี ทำงานหาเงินส่งเสียตัวเองเรียนได้ เวลาใครมาที่บ้านแกก็จะเล่าเรื่องของคุณให้ฟังอย่างภาคภูมิใจ ป้าคิมน่ะ แกดูมีความสุขมากนะคะเวลาพูดถึงคุณ”

จองโมเจื่อนยิ้มลงเล็กน้อย บางทีเขาก็คิดว่าการที่แม่เที่ยวคุยอวดกับใครต่อใครเรื่องเขา มันดูเกินจริงเกินไป สาเหตุหนึ่งที่เขาไม่ค่อยกลับบ้านก็เพราะอายเวลาที่มีใครต่อใครเข้ามาถาม เหมือนเมื่อเช้านี้นั่นแหละ

 

ปากทางเข้าบ้านอยู่ข้างหน้าโน่น จองโมชะลอฝีเท้าที่ปั่นแล้วจอดจักรยานลงตรงทางแยกพอดี

“ผมว่าผมรบกวนคุณแค่ตรงนี้ดีกว่า นี่ก็เย็นมากแล้ว ทางเข้าบ้านผมมันเปลี่ยว คุณออกมาคนเดียวจะอันตรายเกินไป”

หญิงสาวรับแฮนด์จักรยานคืนมาแล้วส่งยิ้มให้

“ฝากสวัสดีป้าคิมด้วยนะคะ บอกว่าฉันคิดถึง”

“ได้ครับ ขอบคุณมาก” จองโมก้มศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะถอยออกมา มองดวงหน้าหวานละมุนให้เต็มตาอยู่อีกหลายวินาทีก่อนจะตัดใจหันหลัง

“คุณจองโมคะ”

“ค.. ครับ?”

แต่เสียงหวานๆ ทำให้เขาต้องหันกลับมาอีกครั้ง

“กลับมาเยี่ยมบ้านบ่อยๆ นะคะ สงสารป้าคิมแก อายุเยอะแล้วยังอยู่คนเดียว แกคิดถึงคุณมากน่ะค่ะ”

จองโมพยักหน้าโดยไม่รู้ตัวเหมือนต้องมนต์สะกด

“...ครับ ผมจะพยายาม”

 

หญิงสาวก้มศีรษะให้แล้วกลับขึ้นรถจักรยาน เธอหันมายิ้มให้อีกครั้งก่อนจะไป ตอนนั้นจองโมถึงเพิ่งรู้สึกตัว

“เดี๋ยวครับคุณ!” ช่วงขายาววิ่งกลับไปตรงทางแยกแล้วเลี้ยวซ้ายหมายจะยังเห็นร่างบอบบางจากไปไม่ไกลนัก แต่เขาก็ต้องผิดหวัง เพราะตลอดบนทางเส้นนั้นกลับมองไม่เห็นแม้แต่เงาของหญิงสาว

 

“เร็วจัง... ยังไม่ได้ถามชื่อไว้เลย”

 

 

.

 

.

 

.

 

 

“ฉันว่าเราแยกกันหาดีกว่า”

เจย์เสนอความคิดขึ้นในที่สุด หลังจากที่เขาทั้งสองเดินวนจนทั่วบริเวณที่ตั้งแคมป์แล้วแต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของนักร้องหนุ่มกับมือกลองร่างเล็ก

“นายลองเดินย้อนขึ้นไปทางต้นน้ำอีกรอบ ฉันจะลงไปตามปลายน้ำ ถ้าเจอใครก็...” เขามองมือถือในมือ มันไม่มีสัญญาณ ของคนอื่นๆ ก็น่าจะเหมือนกัน “เจอหรือไม่เจอก็ให้กลับมาที่แคมป์นี่ ตกลงตามนี้นะ”

“ได้ครับ!”

จองโมรับคำแล้วรีบวิ่งไป เจย์เองก็ออกเดินเลาะไปตามโขดหิน ใจจริงๆ เขาคิดว่าฮีชอลไม่น่าจะเดินไปไหนไกล ยิ่งถ้าตื่นขึ้นมาแล้วเห็นเขายังนอนอยู่ ฝ่ายนั้นต้องปลุกเขาให้ลุกขึ้นมาด้วยแน่

 

ถ้างั้นแล้วตอนนี้ฮีชอลอยู่ที่ไหน?

 

ชายหนุ่มนึกถึงเมื่อเช้านี้ตอนที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นร่างโปร่งบางนอนอยู่ข้างๆ เขาเดินหาเสียรอบบ้านสุดท้ายก็กลับมาพบว่าฮีชอลเพิ่งตื่นนอนและนั่งหงุดหงิดอยู่ในห้อง

 

จะเป็นไปได้มั้ยที่ตอนนี้... ฮีชอลอาจจะ...

 

เจย์มองกลับไปที่แคมป์ไฟ ผ้าปูที่เขากับฮีชอลนอนเล่นอยู่ด้วยกันเมื่อตอนบ่าย ม้วนเสื้อของเขายังอยู่ตรงนั้น

 

ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไรอยู่ แต่ช่วงขายาวก็พาเขาเดินไปช้าๆ ย่อตัวลงนั่งเหนือผ้าปูแล้วเอื้อมมือออกไป เจย์ไม่รู้ว่าเขาคาดหวังอะไร ทั้งที่ผืนผ้าก็ว่างเปล่า แต่มือใหญ่กลับแตะลงที่ม้วนเสื้อแจ็คเก็ตของตัวเอง  

 

เป็นครั้งแรกที่เจย์รู้สึกมือสั่น เขาไม่เคยเชื่อเรื่องลึกลับ ทั้งที่การอยู่ใกล้ฮีชอลทำให้เขาต้องเผชิญเรื่องต่างๆ มากมายที่เขาเองก็หาคำอธิบายไม่ได้ ...เจย์ไม่เคยเชื่อ ...แต่ครั้งนี้ ...เขาภาวนาขอให้มันเป็นแค่เรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นเหมือนทุกครั้ง

 

“...ฮีชอล”

 

ชายหนุ่มแทบจะกลั้นใจตอนที่นับหนึ่งถึงสามในอก

 

แล้วกระชากเสื้อแจ็คเก็ตของตัวเองออกมา!

 

“ฮีชอล!”

 

ฟึ่บ!

 

ปึ้ก!

 

“โอ๊ย!”

 

เจย์ผงะถอยหลังไปชั่วขณะ เมื่อตรงหน้า... บนผ้าปูสีขาวที่เคยว่างเปล่า กลับปรากฏร่างเงาเลือนรางที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ! ร่างโปร่งบางที่ก่อนหน้านี้เขาวิ่งหาเสียจนทั่ว กลับปรากฏขึ้นตรงหน้า ฮีชอลลุกขึ้นนั่งเอามือกุมหัว หันมามองเขาด้วยสายตากราดเกรี้ยว

“ทำบ้าอะไรของนาย!”

“.....!”

“ฉันถามว่าทำบ้าอะไร! ฉันเจ็บหัวนะ!”

“นาย... หายไป...!”

“ว่าไงนะ?” ฮีชอลยังตวาดเสียงใส่เพราะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แต่เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของผู้จัดการหนุ่ม กับความรู้สึกรุนแรงบางอย่างที่เขารังเกียจมันนักหนา เขาหันมองรอบตัวท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มมืดครึ้ม ก่อนจะหันกลับมาถาม

“เจ้าพวกนั้นล่ะ!”

 

 

.

 

.

 

.

 

 

“มินฮวาน! นายอยู่ไหนน่ะ!” จองชินยังกึ่งเดินกึ่งวิ่งพลางป้องปากตะโกนไปเรื่อย เขาเดินขึ้นมาถึงตรงนี้เป็นครั้งที่สอง แต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาเจ้าตัวเล็ก จากตอนแรกที่ต้องเดินหาด้วยความหัวเสีย ตอนนี้เริ่มเป็นกังวล มินฮวานเป็นเด็กขี้เล่นก็จริง แต่ไม่เคยทำให้ใครเป็นห่วงขนาดนี้ “เด็กบ้า! เลิกเล่นแล้วออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

“ไอ้พี่จองชินบ้า! อยู่ดีๆ มาว่าเค้าทำไม!”

เสียงตอบกลับทำให้จองชินหันขวับ ช่วงขายาวขยับถอยหลังไปครึ่งก้าวตอนที่เห็นร่างเล็กกำลังยืนท้าวสะเอวจ้องกลับมาด้วยท่าทางหงุดหงิด ห่างจากเขาไปเพียงไม่ถึงห้าก้าว

“...มินฮวาน!”

“แล้วเรียกทำไมไม่หัน!”

“ห.. ห๊ะ?!”

“เมื่อกี้ตอนพี่ขึ้นมารอบแรก ผมตะโกนเรียกตั้งหลายทีพี่ก็ไม่หัน”

“นาย... เห็นฉันด้วยรึ?!”

“ก็ใช่น่ะสิ!”

“แล้วทำไมฉันไม่เห็น?!”

“ก็นั่นน่ะสิ!”

“แล้วนายขึ้นไปทำอะไรบนนั้น?”

“ก็...” มินฮวานยังไม่ทันได้ตอบ เสียงโทรศัพท์ของจองชินก็ดังขึ้น เด็กหนุ่มกดรับสายแล้วก็ชวนน้องชายร่วมวงวิ่งกลับไปที่แคมป์ไฟทันที

 

 

สิ่งแรกที่เขาเห็นเมื่อไปถึง ร่างโปร่งบางที่ยืนอยู่ข้างผู้จัดการหนุ่มทำให้จองชินอดแปลกใจไม่ได้

“ฮีนิม? ทำไมถึง...”

แต่คนที่แปลกใจกว่าดูจะเป็นเจ้าตัวเล็ก

“ทำไมฮีนิมมาอยู่นี่ได้ล่ะฮะ?”

“ฉันก็อยู่ตรงนี้ตลอด”

“แต่ผมเห็นฮีนิมเดินขึ้นไปทางต้นน้ำ ผมถึงได้วิ่งตามไปนะฮะ”

“ฉันเนี่ยนะ?”

“ก็ฮะ ก็ผมยาวๆ...” มินฮวานพูดยังไม่ทันจบก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เหตุการณ์แบบนี้มันคุ้นๆ เหมือนเคยเกิดขึ้นมาแล้วนี่! “เดี๋ยวนะ หรือว่าจะเป็น... อีกแล้วเหรอเนี่ยยยย!” เจ้าตัวเล็กโอดครวญแล้วทิ้งทั้งตัวลงนั่งกับพื้น เห็นใครก็ไม่รู้เป็นฮีนิม แล้วจู่ๆ ก็หายวับไปกับตา ทำไมต้องเป็นเขาที่มาเจอเรื่องน่ากลัวซ้ำซากแบบนี้ด้วยนะ!

“นายขึ้นไปแล้วเจอใครมั้ยล่ะ?” พี่ชายร่างสูงโย่งยังมาถามตอกย้ำให้ยิ่งช้ำใจ มินฮวานเลยตวัดตาตี่ๆ ใส่

“ก็ไม่เจอใครเลยน่ะสิ! แล้วก็ได้ยินเสียงพี่ตะโกนเรียก ก็เลยวิ่งกลับมา แต่พี่ก็ไม่สนใจผมเลยอ่ะ!”

“ให้ตายเหอะฉันไม่เห็นนายจริงๆ! ฉันเดินขึ้นเดินลงตั้งกี่รอบ เสียงเรียกนายฉันก็ยังไม่ได้ยินด้วยซ้ำ!”

 

ฮีชอลนิ่วหน้า คิ้วเรียวสวยภายใต้แว่นกันแดดขมวดมุ่นโดยไม่มีใครเห็น เสียงทะเลาะกันของเด็กหนุ่มทั้งสองดังมากจนน่ารำคาญก็จริง แต่สิ่งที่รบกวนเขายิ่งกว่าคือพลังงานรุนแรงที่สัมผัสได้เมื่อลืมตาตื่น และค่อยๆ จางไปจนตอนนี้แทบไม่มีเหลือ ‘มัน’ ฉวยโอกาสเล่นงานเขาตอนที่หลับ บังตาทุกคนไม่ให้หากันเจอ ป่านนี้คงถึงตัวเจ้าเด็กบ้านนอกนั่นแล้ว!

 

นักร้องหนุ่มปรายตามองกระเป๋ากีตาร์โปร่งที่ตั้งพิงต้นไม้ กระดิ่งที่ห้อยอยู่สั่นไหวเบาๆ ทั้งที่ไม่มีแรงลม ...เพราะเจ้านี้แท้ๆ!

 

ฝีมือเธออีกแล้วสินะ!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

 

 

 

 

Talk: แอบมาลงก่อนจะหนีไปดูคอน :P

หายไปนานมากกกกกก (เค้ายังอยู่นะ เค้ายังไม่ปิดบล็อก ฮะๆๆๆ) ขอโทษที่ทำให้รอนานนะ ^^” ไม่มีข้อแก้ตัวหรอก ชีวิตมีหลายด้านจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

 

คราวหน้าจะลง จี ให้นะคะ

 

เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ ^^

 

ปอลอ ใครปิ๊งเด็กๆ EXO อยู่ ฝากเพจ KrisLay’s cottage https://www.facebook.com/krislaycottage  ของเพื่อนด้วยนะคะ ^^ ที่นั่นมีฟิคให้อ่านด้วยค่ะ

 

Comment

Comment:

Tweet

เค้าคิดถึงเรื้องนี้ๆๆๆๆๆๆๆ
อยากอ่านเรื่องนี้อ่ะไรท์
ไรท์หายไปเลยยยยยยย
แต่เค้าจะรอต่อไปนะไรท์

#4 By ming (110.77.205.129|110.77.205.129) on 2014-04-19 16:34

ดีใจที่พี่อัพต่อ สนุกมากค่ะ อย่าทิ้งเรื่องนี้นะค่ะ

#3 By sphinx (103.7.57.18|171.97.42.131) on 2013-01-13 21:40

กลับมาแล้วววววว

หากันให้วุ่นเลยยยยย!!!!

#2 By Ming (103.7.57.18|110.49.224.29) on 2012-12-15 20:18

พี่แอนง่าาาาาาา เค้านึกว่าพี่แอนมัวแต่คริสเลย์จนลืมเจย์ชอลไปแล้ววว
จุ๊บบบ
เค้าคิดถึงพี่เจย์ พี่ฮีน้า
อีกปีนึงก็จะออกจากกรมแล้ว
พี่เจย์เวลาอยู่กับพี่ฮีแล้วอบอุ่นที่สุดในโลก
มินฮวานก็น่ารักกก ^^
พี่แอนสับสนชื่อโมโมกะจองชินอีกแล้ววว หุหุ

#1 By ELFin (103.7.57.18|58.8.9.172) on 2012-12-03 22:07