[Fic] Dark Melody - Chapter 4.2

posted on 04 Jun 2012 23:45 by mondaymaybe in Dark-Melody
Title: Dark Melody - Chapter 4.2
Paring: Jay Kim x Kim Heechul
Rating: PG-13
Genre: Yaoi, A/U, Horror
Warning: นิยาย เรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการส่วนบุคคล และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรักและความสัมพันธ์ระหว่างชายและชาย ตัวละคร รวมทั้งสถานที่ต่างๆ ที่อยู่ในเรื่อง เป็นเพียงการสมมุติขึ้นเพื่อเพิ่มสีสันให้กับเนื้อเรื่อง โดยไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหายทั้งสิ้น หากนิยายเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ท่านไม่พึงประสงค์ ไม่ชอบ หรือรังเกียจ กรุณาปิดหน้านี้ลงเสียด้วยความสงบ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือค่ะ ^^


..................



ตอน: นัดบอด
ตอนที่ 2




“จอดตรงนี้แหละครับ”
ชายคนขับหักพวงมาลัยเอารถตู้เข้าจอดตรงข้างทางตามที่เด็กหนุ่มบอก ก่อนที่จองโมจะเปิดประตูด้านข้างคนขับลงมาก่อน แล้วคนอื่นๆ ที่อยู่ในรถตู้ถึงได้ตามลงมา

เจ้าตัวเล็กที่ยังอยู่ในชุดนักเรียนพอลงจากรถได้ก็ยกมือขึ้นป้องตาหยีๆ แล้วมองไปรอบๆ ก่อนจะทำหน้ายุ่ง “ไหนบ้านพี่อ่ะ?” เห็นแต่ต้นหญ้าสูงๆ ไม่เห็นมีอะไรเลย”
“ต้นหญ้าที่ไหน เค้าเรียกต้นข้าวโพดต่างหาก” จองชินบอกน้องแล้วมองไปรอบๆ เช่นกัน เขาแทบไม่ต้องเขย่งเท้าตอนที่ชะเง้อมองผ่านไร่ข้างโพดไปตามทางข้างหน้า “เดินเหรอพี่?”
“อื้ม” จองชินที่กำลังรับกระเป๋ากีตาร์จากลุงคนขับมาสะพายที่ไหล่หันมาตอบ “จากตรงนี้ไปรถเข้าไม่ถึง ต้องเดินไปอีกประมาณสามร้อยเมตร เอ่อ... ฮีนิมไหวมั้ยครับ?”
คนถูกถามเพียงยักไหล่ ใบหน้านิ่งๆ ภายใต้แว่นกันแดดไม่ได้บอกว่า ‘สบายมาก’ แต่เหมือนจะบอกว่า ‘ทำไงได้ล่ะ?’ มากกว่า

เกือบสามชั่วโมงที่ทั้งห้าคนเดินทางมากับรถตู้ที่โปรดิวเซอร์ซึงฮวานอุตส่าห์เจ้ากี้เจ้าการจัดหาให้ เพราะเห็นว่าฮีนิมมาด้วย (ซึ่งก็บ่นแสนบ่นว่าไม่รู้จะอยากมาด้วยทำไม) ไม่อยากให้นักร้องหนุ่มต้องนั่งปะปนกับผู้คนมากมายบนรถไฟ ซึ่งก็ถือว่าเป็นโชคดีของหนุ่มๆ แบ็คอัพทั้งสามไปด้วย แต่กว่าจะออกจากโซลมาได้ก็บ่ายสามโมงเข้าไปแล้ว เพราะต้องรอให้มินฮวานเลิกเรียน ตอนที่มาถึงนี่ฟ้าก็เริ่มครึ้มลงแล้ว โชคยังดีที่ไม่มืดมาก การเดินเท้าบนทางเดินแคบๆ ที่สองฝั่งมีแต่ไร่ข้าวโพดสุดลูกหูลูกตาถึงได้ไม่ทุลักทุเลนัก

จากจุดที่รถจอดไม่ถึงสิบนาทีก็เห็นลานโล่งๆ กับต้นไม้ใหญ่ มีบ้านไม้หลังเล็กๆ ที่ปลูกแบบยกพื้นสูงอยู่ใต้ต้นไม้นั้น พอจองโมบอกกับทุกคนว่านั่นคือบ้านของแม่เขา มินฮวานที่บ่นกะปอดกะแปดมาตลอดทางก็รีบวิ่งนำหน้าคนอื่นๆ ปีนขึ้นไปบนชานระเบียงบ้านแล้วนอนแผ่หลาแบบไม่ต้องรอให้ใครเชิญ

“อ๊า~~ นึกว่าจะเหนื่อยตายซะก่อนแล้ว”
“อย่าเสียมารยาทสิมินฮวาน”
“ไม่เป็นไรหรอกจองชิน”
จองโมบอกแล้วชวนคนอื่นๆ ให้ขึ้นมานั่งพักกันอยู่ตรงระเบียง เขาไม่ได้กลับบ้านมาพักใหญ่ๆ แต่แน่นอนว่ามันไม่เคยมีอะไรเปลี่ยน หญิงสูงวัยที่คงจะง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารในครัวหลังจากที่เขาโทรบอกว่าจะพาเพื่อนมาด้วยอีกสามสี่คนก็เช่นกัน เขาวางกระเป๋าเสื้อผ้าและกีตาร์ตัวโปรดแล้วหายเข้าไปในบ้าน กอดหอมแม่ตัวเองเสียยกใหญ่ จนต้องถูกตีเพราะทำให้ซุปเนื้อในหม้อเกือบไหม้ ก่อนจะพาเธอออกมาที่ระเบียง

“ทุกคนครับ นี่แม่ผม”
“สวัสดีคร้าบบ!!”
“ไม่ต้องมากพิธีหรอกจ้ะเด็กๆ”
มือผอมบางเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นตามวัยที่น่าจะเลยห้าสิบปียกขึ้นโบกช้าๆ เป็นเชิงปราม เธอยิ้มใจดีขณะที่ฟังลูกชายแนะนำเพื่อนชาวกรุงแต่ละคน กระทั่งถึงคนที่บอกว่าเป็นนักร้องดัง รูปร่างโปร่งบางกับผมดำยาวที่ถูกมัดรวบไว้ก็ทำให้หญิงสูงวัยอดแปลกใจไม่ได้
“เอ๊ะนี่หนู... ไม่ใช่ผู้หญิงหรอกเหรอจ๊ะ?”
“แม่!”
“ผู้หญิงเหรอครับ? ผมดูเหมือนขนาดนั้นเลย? สงสัยต้องตัดผมซะแล้วมั้ง” นักร้องหนุ่มจับผมตัวเองแล้วหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ในขณะที่คนอื่นๆ แทบได้ยินเสียงจองโมกลืนน้ำลายดังเอื้อก
เด็กหนุ่มลนลานกระตุกแขนผู้เป็นแม่แล้วกระซิบเสียงตื่น
“แม่! จะฆ่าหนูรึไง? ฮีนิมน่ะเขา...!”
“หนู?!” แต่พอได้ยินเสียงสองหนุ่มที่อุทานขึ้นแทบจะพร้อมกัน จองโมก็ลนลานยิ่งกว่า “นี่พี่จองโมแทนตัวเองว่า ‘หนู’ เหรอฮะ?”
“ก็... ก็...”
“หนู? เหมือนเวลาเด็กอนุบาลเรียกตัวเองเลยอ่ะ ‘แม่ฮะ! ผมอยากได้ของเล่นอันนั้นจัง’ ฮะๆๆ”
“ขำอะไรนักหนาเล่า!”
“เขาพูดแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้วล่ะจ้ะ แม่ว่าก็น่ารักดีออกนะ ตอนเด็กๆ เวลาไปไหนมาไหนก็จะคนเรียกว่า ‘โมโม’ ด้วยนะ”
“โมโม?” สองหนุ่มหันมาทำหน้าทะเล้นใส่กัน แล้วพูดกลั้วหัวเราะ “ฮะ น่ารักดีฮะ หนูน้อยโมโม ฮะๆๆๆ ...อุ๊บ”
ข้อดีของจองโมนอกจากเป็นคนความรู้สึกช้า คือเขาไม่ใช่คนอารมณ์ร้าย ออกจะใจเย็นและโกรธยากด้วยซ้ำ ดังนั้นพอถูกน้องๆ แซวเข้าแบบนี้แทนที่จะโกรธแล้วโวยวายกลับ เขาทำได้อย่างมากก็แค่หน้าแดง หันไปคว้ากระเป๋าเสื้อผ้าฮีนิมขึ้นมา
“มาเถอะครับ ผมพาพวกพี่ไปดูห้อง”


บ้านไม้หลังไม่ได้ใหญ่โตมากมาย จองโมเดินนำชายหนุ่มทั้งสองเข้ามาในตัวบ้านเพียงไม่กี่ก้าวก็หยุดอยู่หน้าห้องหนึ่ง
“พวกพี่พักห้องนี้นะครับ” เขาบอกแล้วเลื่อนบานประตูไม้ให้เปิดออก มองเห็นภายในห้องที่ไม่กว้างมากนัก แต่ดูไม่ทึบทึมเพราะมีแสงส่องลอดเข้ามาจนค่อนข้างสว่าง เด็กหนุ่มวางกระเป๋าฮีนิมลงที่พื้นข้างตู้เสื้อผ้าแล้วเดินไปดึงมู่ลี่ที่สานจากหวายให้เปิดขึ้น ให้แสงลอดเข้ามาทางหน้าต่างอย่างเต็มที่ “บ้านนี้มีสองห้องเพราะผมอยู่กับแม่แค่สองคน แล้วนี่ก็ห้องนอนผมเอง พวกพี่ใช้ห้องนี้ได้ตามสบายเลย ผมกับพวกน้องๆ จะนอนที่ระเบียงหน้าบ้าน”
“ไหวรึเปล่าตั้งสามคน ถ้ายังไง...”
“ไม่เป็นไรจริงๆ ครับๆ เจ้าพวกนั้นนอนดิ้น คงมานอนเบียดกันในห้องไม่ไหว ให้นอนที่ระเบียงนั่นแหละดีแล้ว”
จองโมปฏิเสธคำชวนของผู้จัดการหนุ่มด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินกลับมาเปิดตู้ไม้ที่เคยเป็นตู้เสื้อผ้าของเขามาก่อน
“อากาศที่นี่ตอนกลางคืนจะหนาวมาก ผมเลยเตรียมผ้านวมไว้เยอะหน่อย” เขาบอกขณะที่ทยอยหอบเอาฟูกที่นอนกับหมอนและผ้าห่มออกวางกองไว้
“แล้วพวกนายล่ะ?”
“ที่ห้องแม่มีอีกเยอะครับ”

ร่างโปร่งบางย้ายตัวเองไปยืนอยู่ที่ริมหน้าต่างตั้งแต่ที่สองหนุ่มเริ่มสนทนากัน เขาไม่สนใจเรื่องแบ่งที่นอนหรือผ้านวมกี่ผืน ไม่สนแม้กระทั่งตอนที่จองโมบอกว่าที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ต้องใช้ตะเกียงแทนแสงสว่าง แต่มือเรียวขาวแตะลงกับขอบไม้ของหน้าต่างแล้วหงายขึ้นมาดู 
“นายไม่ค่อยได้กลับบ้านใช่มั้ย?”
“ค.. ครับ”
“ห้องดูสะอาดดีนี่”
“อ่า... ผมบอกแม่ไว้ว่าจะมีคนมาพักด้วย แม่คงทำความสะอาดเตรียมไว้”
“คนเดียว ทั้งบ้านเลยเหรอ?”
“เอ่อ...” จองโมมองไปรอบๆ ห้อง มันก็ไม่ได้ใหญ่โตมากมาย แถมเขาเองก็ไม่ค่อยอยู่ แม่ทำคนเดียวน่าจะไหว แต่ถ้าทั้งบ้านก็...
“แม่นายทำไร่เองรึเปล่า?”
“ม.. ไม่ครับ แม่มีลูกจ้าง แต่ช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงเก็บเกี่ยว ก็เลย...”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แม่นายอายุมากแล้ว ทั้งดูแลไร่แล้วก็ทำความสะอาดบ้านทั้งหมด คนเดียวไหวเหรอ?”
“เอ่อ...”
“เอาเถอะจองโม ที่เหลือฉันจัดการเอง”
พี่เจย์ตบไหล่เขาเบาๆ เหมือนเป็นระฆังช่วยชีวิต จองโมแทบอยากจะหันไปกอดขอบคุณที่ทำให้เขารอดชีวิตจากคำถามที่ตอบยากๆ พวกนั้น
“ง.. งั้นถ้าพวกพี่อยากได้อะไร...”
“ฉันจะบอก” เจย์พยักหน้ารับปาก รอจนเจ้าของบ้านออกไปจากห้องแล้วเขาถึงได้หันกลับไปมองคนในความดูแล ร่างโปร่งบางยังยืนกอดอกพิงขอบหน้าต่าง พอเขากอดอกบ้างก็เบ้หน้าใส่แล้วหันหลังมองนอกหน้าต่างเสียอย่างนั้น

ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างสุดระอากับพฤติกรรมของนักร้องหนุ่ม เขาเดินไปที่ช่องหน้าต่างอีกบานที่อยู่ข้างกัน ท้าวแขนกับขอบหน้าต่างแล้วมองออกไปที่ไร่ข้าวโพดข้างนอกนั่น
“...เบื่อรึยัง?”
“ทำไมถึงคิดว่าฉันจะเบื่อ?”
“ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณเน็ต”
“.....”
“บอกตรงๆ นะ ฉันไม่คิดว่านายจะมีเหตุผลอะไรที่จะมาที่นี่”
ฮีชอลยังคงเงียบ สายตาไม่ละจากไร่ข้าวโพดที่ไม่ควรจะมีอะไรน่าสนใจสำหรับคนที่ใช้ชีวิตตั้งแต่เด็กจนโตมาในเมืองกรุงอย่างเขา เจย์จึงเป็นฝ่ายทิ้งภาพนั้น หันมามองหน้านักร้องหนุ่มตรงๆ
“มีอะไรรึเปล่า?”
“....”
“ฮีชอล...?”
“อะไรที่นายว่า คืออะไรล่ะ เรื่องลึกลับ? ผี?” ฮีชอลแค่นยิ้มให้กับท่าทีเฉยเมยของผู้จัดการตน เอื้อมมือไปตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ เหมือนมันเป็นแค่เรื่องตลก “ดูหนังมากไปแล้วล่ะ ผู้จัดการ”


.

.

.


“อาหารบ้านนอกบ้านนา พอจะกินกันได้มั้ยจ๊ะ?”
“โอ้โหหหห!!”
กับข้าวสำรับใหญ่ที่เจ้าของบ้านทั้งสองยกออกมาที่ระเบียงบ้านทำเอาหนุ่มๆ ที่กำลังหิวถึงกับตาโต โดยเฉพาะเจ้าตัวเล็กมินฮวาน เขารีบคลานเข้ามาใกล้แล้วหยิบช้อนขึ้นตักกับข้าวเข้าปากไปคำหนึ่ง
“อื้อหือ~ อร่อยสุดๆ ไปเลยฮะ”
“มินฮวาน อย่าเสียมารยาทสิ” จองชินดุน้องทั้งที่ตัวเองก็ยังแอบกลืนน้ำลาย อาหารดูหน้าตาธรรมดาจริงอย่างที่คุณป้าพูด แต่มันมาได้ถูกเวลาตอนที่กำลังหิว แถมกลิ่นยังหอมฉุยเตะจมูกซะขนาดนี้
“ตามสบายเถอะจ้ะ เดี๋ยวป้าจะไปดูบ้านนั้นหน่อย”
“แม่จะไปเหรอ? งั้นหนู...” จองโมรีบวางทัพพีที่กำลังตักข้าวใส่จานส่งให้เพื่อนๆ แล้วทำท่าว่าจะลุกขึ้น แต่ผู้เป็นแม่ก็ยกมือปรามไว้
“ยังไม่ต้องหรอกจองโม ลูกอยู่ดูแลเพื่อนๆ ก่อนเถอะ เพิ่งมาถึงเหนื่อยๆ กัน หาที่หลับที่นอนให้เพื่อนด้วย แม่เตรียมผ้าปูกับผ้านวมไว้ให้แล้ว คืนนี้แม่คงค้างที่บ้านนั้น ลูกค่อยตามไปพรุ่งนี้ก็ได้”
เด็กหนุ่มพยักหน้าแล้วเดินไปส่งมารดาแค่ที่บันไดบ้าน เพราะเห็นมีเพื่อนบ้านอีกสองสามคนถือตะเกียงมายืนรออยู่ คงจะไปด้วยกัน ทักทายแค่สองสามคำจองโมก็กลับขึ้นบ้าน ตอนนั้นมื้อเย็นก็เริ่มไปแล้ว

บ้านต่างจังหวัดแบบนี้ไม่มีทั้งโต๊ะอาหารและช้อนส้อม มื้อเย็นเลยเป็นแบบนั่งล้อมวงกินกับพื้น มีช้อนคนละอันเป็นอาวุธ คนอื่นๆ คงไม่รู้สึกลำบากเท่าไหร่ แต่กับคนที่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตติดดิน แลดูจะเป็นปัญหาไม่น้อย

ฮีชอลใช้ช้อนไล่ต้อนชิ้นเนื้อไปจนสุดขอบจาน กว่าจะเอามันเข้ามาอยู่ในช้อนได้ แต่แทนที่จะเอาเข้าปาก นักร้องหนุ่มกลับต้องวางช้อนกลับลงจานแล้วใช้ทั้งสองมือทุบๆ นวดๆ ที่ขาตัวเองแทน เพราะโดนเหน็บเล่นงานจนขาชาไปหมด ตั้งแต่โตมายังไม่เคยนั่งขัดสมาธิกับพื้นนานๆ แบบนี้ เสียงจิ๊กจั๊กในลำคอบอกให้รู้ว่าคนสวยกำลังหงุดหงิดแค่ไหน

“เอาขาพาดมาบนนี้สิ” เจย์ตบหน้าขาตัวเองเบาๆ แต่ดูท่าคนในความดูแลของเขาจะยังไม่เก็ตเท่าไหร่ ชายหนุ่มจึงขยับเข้าไปใกล้แล้วยกเข่าข้างหนึ่งของฮีชอลขึ้นมาเกยไว้กับหน้าขาของเขา “นายนั่งทับมันนานๆ แบบนั้นเหน็บจะกิน แบบนี้ดีขึ้นมั้ย?”
นักร้องหนุ่มพยักหน้า ครู่หนึ่งถัดมา เนื้ออีกสองสามชิ้นก็ถูกตักมาใส่ในจานข้าว
“อยากกินอะไรก็บอก ฉันตักให้”

มินฮวานอมช้อนค้างอยู่ในปากขณะที่เพ้อมองท่าทีและคำพูดที่ดูเรียบง่ายทว่าอ่อนโยนอย่างที่สุดของผู้จัดการหนุ่ม ก่อนจะได้ยินเสียงครางในลำคอเบาๆ จากพี่ชายร่วมวงอีกสองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ พอหันไปมองก็เห็นทั้งพี่จองชินกับพี่จองโมต่างก็นิ่งค้าง แช่สายตาอยู่ที่นักร้องหนุ่มกับผู้จัดการเช่นกัน มินฮวานแกล้งเอาศอกกระทุ้งสีข้างจองชินเบาๆ
“เห็นมั้ยล่ะ ผมบอกแล้ว”




ฮีนิมกับผู้จัดการไม่ได้กลับเข้าห้องในทันทีหลังอาหารเย็น อากาศช่วงหัวค่ำกำลังเย็นสบาย พวกเขานั่งรับลมกันอยู่ที่ชานระเบียง เด็กหนุ่มทั้งสามก็เลยนั่งผึ่งพุงกันอยู่แถวนั้นด้วย ผ้าปูนอนกับผ้าห่มถูกยกออกมาวางไว้ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ถูกจัดการ จองโมอยากให้น้องๆ ได้อาบน้ำก่อน ไม่อย่างนั้นจะนอนเล่นกันจนหลับ ซักแห้งแน่ๆ
 
“บรรยากาศเหมือนมาเข้าค่ายลูกเสือสมัยประถมเลยเนอะ” จองชินพูดขึ้นและจองโมก็พยักหน้าเห็นด้วย
“เออนี่! บรรยากาศแบบนี้ เรามาหาอะไรสนุกๆ ทำกันดีกว่า”
“เช่น?”
“เช่น... เล่าเรื่องผีเป็นไง?”
“อึ๊ยยย~! เนี่ยนะเรื่องสนุก?” มินฮวานเบ้หน้ากับความคิดของพี่ชายคนโต
“ใช่สิ! สมัยเด็กๆ เวลาไปเข้าค่ายกับเพื่อน ตอนกลางคืนไม่มีอะไรทำก็มานั่งล้อมวงเล่าเรื่องผีกันเนี่ยแหละ”
“พูดแล้วก็นึกขึ้นได้ ที่มหา’ลัยฉัน มีเรื่องเล่าว่าที่ตึกเรียนคณะแพทย์ฯ มีคนเห็นอะไรแปลกๆ ที่นั่นบ่อยๆ อย่างเมื่อเทอมก่อนช่วงใกล้สอบ มีนักศึกษาชายคนนึงขึ้นไปที่ตึกเพื่อไปหาข้อมูลเรื่องการผ่าตัดภายใน ตอนที่เขารอลิฟท์อยู่ จู่ๆ ก็มีนางพยาบาลคนนึงมายืนรออยู่ด้วย ปกติแล้วที่ตึกนั้นจะมีทั้งอาจารย์หมอและครูพยาบาลเข้ามาสอนบ่อยๆ เขาก็เลยไม่ได้เอะใจ พอลิฟท์มา พยาบาลคนนั้นก็เข้าไปด้วย เธอถามเขาว่า ...มาทำอะไรดึกดื่น เขาบอกว่ามาหาข้อมูลเรื่องผ่าตัดภายในเพื่อเตรียมสอบ เธอก็ยิ้ม แล้วก็ถามว่า ...ให้ฉันช่วยมั้ย?”
“อึ๊ยย...”
“นักศึกษาคนนั้นยังไม่ทันตอบ ...เธอก็แสยะยิ้ม แล้วเอามือแหวกอกตัวเองออก! หยิบอวัยวะภายในออกมาให้ดูทีละชิ้น ...ทีละชิ้น”
“อ๊า~~ น่ากลัวชะมัดเลยอ่ะพี่จองชิน”
“แหงสิ คิดดูนะ อยู่ในลิฟท์ด้วย จะหนีไปไหนได้”
“ที่โรงเรียนผมก็มีนะ เขาบอกว่าที่ห้องน้ำหญิงในโรงยิมน่ะ มีเด็กผู้หญิงกินฆ่าตัวตายเพราะถูกเพื่อนแกล้ง ช่วงเย็นๆ ก็เลยไม่ค่อยมีคนกล้าเข้าไปซักเท่าไหร่ มีวันนึงเพื่อนผมที่อยู่ทีมบาสฯ มันซ้อมเสร็จตอนประมาณทุ่มกว่าๆ พอจะไปเข้าห้องน้ำในโรงยิมประตูก็ดันล็อค มันก็เลยต้องไปเข้าห้องน้ำผู้หญิงแทน ตอนที่มันเข้าห้องน้ำอยู่ก็ได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้ พอเปิดประตูออกมาดูก็เห็นเด็กมอต้นคนนึงนั่งร้องไห้อยู่ มันก็เข้าไปถามว่าเป็นอะไร แล้วพอเด็กคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาตอบนะ อึ๊ยยยย”
“อะไรล่ะ? อะไร?”
“หน้าของเด็กคนนั้นก็เละไปหมด แล้วก็มีเลือดไหลออกมาจากปาก ไหลออกมาเรื่อยๆ จนนองเต็มพื้นไปหมดเลยอ่ะ อึ๊ยยยย ผมฟังแล้วยังขนลุกเลย”
“โธ่เอ้ย แค่นี้ทำเป็นกลัว เรื่องที่ฉันเล่าน่ากลัวกว่าอีก”
“อะไรล่ะ! ของผมอ่ะ เลือดเต็มพื้นเลยนะ”
“แต่ของฉันมีแหกอก ควักไส้ด้วยนะ สยองจะตาย ของนายอ่ะเด็กๆ”
“โหยยยย พี่ไม่เจอเองไม่รู้หรอก ว่ามันน่ากลัวแค่ไหนอ่ะ”
“พูดยังกับนายไปเจอมาเอง ก็ฟังเขาเล่ามาเหมือนกันนั่นแหละ”
“อ่า โอเคๆ น่ากลัวทั้งสองเรื่องนั่นแหละ” พี่คนโตต้องยกมือขึ้นห้ามน้องชายทั้งสองก่อนที่จะเถียงกันยาวไปถึงรุ่งสาง เขาส่ายหน้าแล้วถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหันมายิ้มให้นักร้องหนุ่มที่นั่งกอดอกฟังอยู่เงียบๆ มาตั้งแต่ต้น “แล้วฮีนิมล่ะครับ มีเรื่องอะไรน่ากลัวๆ มั่งรึเปล่า?”
คนถูกถามเอียงคอแล้วยักไหล่
“ไม่รู้จะน่ากลัวรึเปล่า ไม่ค่อยมีใครเอาเรื่องพวกนี้มาเล่าให้ฟัง ฉันแค่เคยเห็น”
“เห็นหรือครับ?!”
“ใช่ คล้ายๆ กับที่พวกนายเล่ามานั่นล่ะ ตอนนี้ก็เห็นนะ ยืนอยู่ข้างหลังจองโมนั่นไง”
“แว๊กกกกก!!” เจ้าตัวเล็กโดดแผล็วขึ้นมานั่งอยู่บนตักมือเบสของวงเรียบร้อย อีกสองหนุ่มได้แต่นั่งนิ่งไม่กล้าขยับตัว แค่ลมเย็นๆ พัดมาก็ทำเอาขนลุกซู่
ดูท่าว่าฮีนิมจนทำให้บรรยากาศน่ากลัวเกินจำเป็นไปแล้ว คนที่มีหน้าที่ดูแลเลยต้องปรามๆ เสียหน่อย
“อ่า... ฉันว่าเราควรจะเข้านอนกันได้แล้วล่ะ” เขาลุกขึ้นก่อนแล้วจับต้นแขนของฮีชอลไว้ บอกเชิงบังคับ “เดินทางมาเหนื่อยๆ นายน่าจะพักผ่อนนะ”

ชายหนุ่มทั้งสองออกไปแล้ว เด็กหนุ่มทั้งสามยังนั่งมองหน้ากันไปมา จองชินยังลืมที่จะโยนเจ้าตัวเล็กออกจากตักด้วยซ้ำ จองโมกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
“นายว่า.. ฮีนิมเขาล้อเล่นรึเปล่า”
“งั้นมั้งพี่ แต่หน้านิ่งเหมือนพูดจริงเลยเนอะ” มือเบสร่างโย่งหัวเราะแหะๆ ได้ยินเสียงกิ่งไม้ร่วงลงบนหลังคาก็ผวาเข้ากอดกันกลมสามคน



“ตลกร้ายของนายอาจทำให้เด็กๆ นอนไม่หลับนะ” เจย์พูดขึ้นระหว่างทางที่เดินกลับห้อง แน่ล่ะว่าฮีชอลไม่สำนึก
“ถ้ามันตลกทำไมนายไม่หัวเราะล่ะ”
ยังมีหน้ามายอกย้อนด้วยซ้ำ เจย์เพียงเหลียวมองเขาด้วยหางตาแต่ก็ไม่ได้ต่อคำ ต่อเมื่อใกล้จะถึงห้องร่างสูงใหญ่ถึงได้หยุดเท้า
จำได้ว่าตอนจะออกจากห้อง กระเป๋ากับข้าวของอื่นๆ ก็ยังวางอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า เมื่อกี้ก็นั่งล้อมวงกินข้าวอยู่ข้างนอกกันหมด แล้วนี่...

“ทำไมกระเป๋าออกมาอยู่ข้างนอกได้ล่ะ?” ชายหนุ่มหันไปมองหน้าคนที่เดินตามมา ฮีชอลยักไหล่
“คงมีใครไม่อยากให้เรานอนในห้องนั้นมั้ง”
เจย์ไม่ได้สนใจคอมเม้นท์นั้น เขาเดินไปดึงประตูบานเลื่อนให้เปิด ...แต่มันไม่ออก
“...อะไรกัน” ชายหนุ่มพึมพำเบาๆ ประตูไม้เลื่อนนี้ไม่มีกลอน ไม่มีทางที่เขาจะเผลอล็อคโดยไม่ได้ตั้งใจแน่ๆ แต่ดึงอยู่หลายครั้งมันก็ยังไม่ยอมเปิด
ฮีชอลยืนกอดอกมองประตูไม้อยู่เงียบๆ ครู่เดียวก็แสยะยิ้มอย่างนึกรังเกียจ ก่อนจะแทรกกายผ่านร่างที่สูงใหญ่กว่าเข้าไปดึงประตู ...และมันก็เปิดออก
เขาหันไปยิ้มเยาะอีกคน
“นายคงต้องกินโปรตีนเยอะหน่อยนะ”


จองโมเดินมาเคาะประตูห้องบอกชายหนุ่มทั้งสองหลังจากนั้น ว่าเขาต้มน้ำสำหรับอาบให้แล้ว ห้องอาบน้ำอยู่หลังบ้าน เจย์หยิบทั้งเสื้อผ้าของตัวเองและฮีชอล กับผ้าเช็ดตัวอีกสองผืนแล้วเดินตามจองโมเพื่อไปสำรวจก่อน ที่อาบน้ำเป็นเพียงลานโล่งกลางแจ้ง มีแผงไม้กั้นพอเป็นพิธี ข้างในมีอ่างไม้สำหรับใส่น้ำอาบ เขาลองเอามือแตะๆ ดูแล้ว มันอุ่นกำลังได้ที่

ทุกอย่างดูโอเค ยกเว้นตรงที่ไม่มีไฟฟ้านี่แหละ ถึงจองโมจะแขวนตะเกียงไว้ให้ถึงสองอันที่มุมเสา แต่คนที่กลัวความมืดขั้นรุนแรงอย่างคนในความดูแลของเขาต้องงอแงแน่ๆ ดังนั้นพอสระผมให้ฮีชอลเสร็จแล้วเจย์ก็ออกมานั่งรออยู่แถวๆ นั้น จนร่างโปร่งบางอาบน้ำเสร็จเรียบแล้วพาไปส่งจนถึงห้องแล้วนั่นแหละ เขาถึงจะได้อาบน้ำ



“พี่เจย์กับฮีนิมอาบน้ำเสร็จแล้วนะ พวกนายก็ทยอยกันไปได้แล้ว” จองโมบอกน้องๆ ระหว่างที่เขากำลังเตรียมปูฝูกที่นอนให้
ได้ยินแล้วมินฮวานก็หันไปสะกิดพี่คนกลาง
“นี่พี่จองชิน...”
“อืม....”
“พี่จองชิน”
“อื้อ อะไรล่ะมินฮวาน?”
“ไปเป็นเพื่อนหน่อยดิ”
“ไปไหน?”
“อาบน้ำอ่ะ”
“บ้ารึไง! แค่อาบน้ำต้องไปเป็นเพื่อนเนี่ย”
“ก็มันน่ากลัวนี่นา มืดแล้วด้วยอ่ะ ถ้าพี่ไม่ไปผมจะนอนทั้งอย่างนี้แหละ!” เจ้าตัวเล็กงอแงแล้วล้มตัวลงนอน แต่จองชินก็ปรี่เข้าคว้าแขนให้ลุกขึ้น
“ซกมกน่ามินฮวาน อย่าลีลา ไปอาบน้ำเลยไป”
พอล้มตัวอีกทีก็โดนดึงขึ้นอีก มักเน่มือกลองเลยได้แต่โอดครวญก่อนจะหันไปคว้าเสื้อผ้าแล้วเดินกระแทกเท้าไปทางหลังบ้าน
“พี่จองชินใจร้าย!”


“คนอะไร ตัวก็สูง หน้าตาก็ไม่ดี แถมยังใจร้ายอีก! จะแช่งให้ไม่มีแฟนเลยคอยดู!” เจ้าตัวเล็กเดินบ่นสะเปะสะปะไปเรื่อยจนถึงที่อาบน้ำ เขาชะงักเล็กน้อยแล้วทำหน้าแหยเมื่อมองความมืดรอบๆ ตัว ถึงจะมีแสงไฟจากตะเกียงก็เถอะ ยังไงมันก็มืดอยู่ดี เด็กหนุ่มยืนทำใจอยู่ซักพักก็กลั้นใจก้าวขา ตอนแรกก็ค่อยๆ ย่องเพื่อดูลาดเลา พอไปได้ซักสามสี่ก้าวก็เปลี่ยนเป็นเดินเร็วๆ กระทั่งถึงที่อาบน้ำ
“น่ากลัวชะมัด ...ไอ้พี่จองชินบ้า! คอยดูนะ จะหาทางเอาคืนให้เจ็บแสบ!”
มินฮวานวางพาดเสื้อผ้าที่เอามาเปลี่ยนกับผ้าขนหนูไว้บนแผงไม้ก่อนจะถอดเสื้อผ้าออก ระหว่างนั้นก็ยังทำเป็นบ่นไปเรื่อยเพราะกะจะเอาเสียงตัวเองเป็นเพื่อน “เดี๋ยวออกมาอาบน้ำจะแกล้งหลอกผีให้หัวโกร๋นเลย!”

พรึ่บ!

“....แว๊ก!”
จู่ๆ ตะเกียงตัวหนึ่งก็ดับวูบ เจ้าตัวเล็กถึงกับขนลุกซู่
“อึ๊ยยยย ไม่เอานะ แค่พูดเล่นเองอ่ะ”

พรึ่บ!

“...แว๊กกกก!” แล้วตะเกียงตัวสุดท้ายก็ดันมาดับ คราวนี้ที่อาบน้ำก็เลยมืดสนิท เจ้าตัวเล็กโวยวายลั่น คลำหาประตูได้ก็ผลักออกแล้ววิ่งออกมาแบบลืมตัว
“ว๊ากกก!! ช่วยด้วย! พี่จองชินช่วยด้วยยยย!”

ปึ้ก!

“ว๊ากกกก!!”
“เฮ้ยมินฮวาน!”
“ปล่อยผม! ผมกลัวแล้ว ปล่อยโผมมมม!”
“มินฮวาน! นี่ฉันเอง!”
เด็กหนุ่มได้สติเมื่อถูกเขย่าตัวจนแรง เขาลืมตาขึ้นมองร่างสูงโย่งตรงหน้าที่วิ่งชนไปเมื่อครู่
“พี่จองชิน!”
“เออสิ ฉันเอง เป็นอะไรแหกปากซะลั่น”
“ก็ไฟมัน... ไฟมัน...!”
“ไฟดับ? ก็แค่ไฟดับ ขวัญอ่อนยังกับผู้หญิง”
มินฮวานเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ได้ทีก็จิกเอากัดเอา ตัวเองนั่นแหละปากจัดยิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก!
“แล้วพี่มาทำไม!”
“ก็เด็กที่ไหนมันโวยวายว่าไม่กล้ามาอาบน้ำคนเดียว ฉันก็ตามมาดูน่ะสิว่ากลัวผีจนช็อคตายไปแล้วรึเปล่า ...เฮ้ยเดี๋ยวก่อนนะ!”
จองชินผลักไหล่น้องให้ออกห่าง เมื่อกี้ไม่ทันสังเกตเพราะมันมืด แต่ตอนที่จับไหล่แล้วถึงได้รู้สึก
“นายใส่เสื้อผ้ารึเปล่าเนี่ย?”
“....!” เจ้าตัวเล็กถึงกับสะอึก หน้าใสๆ ภายใต้ความมืดนั้นแดงก่ำ เขาผลักร่างสูงโย่งให้ยิ่งห่าง “พ.. พี่จองชิน ไอ้พี่บ้า! หันไปเลยนะ! ห้ามมองนะ!”
“เอ๊า”
มินฮวานรีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องอาบน้ำ แล้วก็เข่าอ่อนทรุดตัวลงนั่งอยู่ตรงพื้นหลังประตู ทึ้งหัวตัวเองเสียยกใหญ่ด้วยความหงุดหงิด ลืมตัวไปแท้ๆ ว่าแก้ผ้าเตรียมอาบน้ำอยู่รอมร่อ แค่ไฟดับก็วิ่งโทงๆ ออกไปโดยไม่คิดจะคว้าเอาผ้าขนหนูมาห่ม ...ถึงว่า ทำไมอากาศข้างนอกมันหนาวนัก

“อาบเร็วๆ นะมินฮวาน อากาศข้างนอกมันเย็น”
“อ๊ากกกก!! ไอ้พี่จองชินบ้า!!!”


.

.

.


“หัวเปียกๆ ไปยืนตากลมแบบนั้นเดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก” เจย์กลับเข้ามาในห้องก็เห็นร่างโปร่งบางยืนอยู่ตรงหน้าต่าง เส้นผมที่ยังไม่แห้งหมาดไม่ได้รับการใส่ใจนัก ชายหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ ตั้งแต่เขารับปากว่าจะสระผมให้ หน้าที่เช็ดผมก็ดูเหมือนจะเป็นแพ็คเก็ตที่แถมมา ไม่อย่างนั้นบางวันจะเห็นฮีชอลเดินไปเดินมาให้น้ำที่ปลายผมหยดไปรอบห้อง หรือไม่ก็นั่งหลับบนโซฟาทั้งที่ผมยังเปียก

ชายหนุ่มแขวนผ้าเช็ดตัวของตัวเองไว้ที่ตู้ ก่อนจะหยิบผืนที่สะอาดกว่าขึ้นมาจากกระเป๋าแล้วเดินไปหาร่างโปร่งบางที่หน้าต่าง
“ข้างนอกนั่นมีอะไรน่าสนใจนักหนา” เขาถามขณะที่บรรจงซับผ้าขนหนูลงบนผมดำยาว ค่ำมืดป่านนี้แล้ว มองไม่เห็นต้นข้าวโพดด้วยซ้ำ เห็นแต่เงาดำๆ กับเสียงใบไม้ที่เสียดสีกันเพราะแรงลมเท่านั้น
“ก็ดีกว่าในนี้ ฉันไม่ชอบกลิ่น มันน่าสะอิดสะเอียน”
“กลิ่นเหรอ?” ชายหนุ่มมองไปรอบๆ ห้อง ตอนเข้ามาเขาก็รู้สึก แต่ตอนนี้ไม่แล้ว “บ้านไม้ก็อย่างนี้แหละ เวลาไม่มีคนอยู่นานๆ มันจะมีกลิ่นอับ”
ฮีชอลไม่พูดอะไรต่อ เขายืนท้าวแขนกับขอบหน้าต่างกระทั่งเจย์เช็ดผมให้จนเกือบแห้ง แล้วปล่อยให้ลมกลางคืนช่วยทำให้มันแห้งสนิทเร็วขึ้น ระหว่างที่รอให้เจย์ปูฝูกที่นอน
 

“นอนได้แล้วล่ะ” ผู้จัดการหนุ่มตบหมอนปุๆ ก่อนจะขยับไปที่ฝูกอีกผืนที่ปูข้างกัน “ฉันเอาผ้านวมปูทับฝูกไว้อีกที เผื่อว่านายจะปวดหลัง”
รอจนร่างโปร่งบางล้มตัวลงนอนแล้วเขาถึงได้นอนลงบ้าง ภายในห้องไม่ได้มืดมากมายก็จริง แต่เจย์ก็ยังไม่ได้ดับตะเกียงในทันที แสงจันทร์ที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างนั้นสว่างมากพอที่จะทำให้เห็นสิ่งของต่างๆ ภายในห้อง เพราะความที่ไม่คุ้นตาเจย์เลยเลือกที่จะมองเพดานไม้ทึบทึมแทน เสียงฮีชอลขยับตัวยุกยิกอยู่ข้างๆ แต่ครู่เดียวก็เงียบไป เจย์พรูลมหายใจอยู่เงียบๆ ก่อนจะหันไปเป่าตะเกียงให้ดับ แล้วผล็อยหลับหลังจากนั้นไม่นาน



“อือ... อ.. อย่า...”
ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของใบไม้กับหรีดหริ่งเรไรที่แว่วมาตามสายลม เสียงครางเครือที่แสนทรมานทำให้ชายหนุ่มที่กำลังหลับลึกต้องขมวดคิ้ว

“อย่า... ไม่...!”
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปตามสัญชาติญาณทั้งที่ยังไม่ลืมตา มือใหญ่สัมผัสถูกและกอบกุมมือที่เล็กกว่าทว่าเย็นเฉียบไว้ เสียงครางที่แสนทรมานพลันถูกแทรกแซงด้วยเสียงหัวเราะแหลมสูงบาดหู

‘อิ.. อิ.. อิ..’
 
“อย่านะ...!”

“ไม่...!”

“เฮือก!”
ร่างสูงใหญ่สะดุ้งตื่นและผุดลุกขึ้นทั้งที่เหงื่อท่วมกาย ดวงตาคมเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เจย์หอบหายใจหนัก หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชายหนุ่มหันมองรอบห้องอย่างหวาดระแวง ก่อนจะรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่มือข้างหนึ่ง

เจ้าของมือเย็นเฉียบที่เขากอบกุมกำลังทุรนทุรายท่ามกลางความมืด เสียงครางเครือที่แสนทรมานฉุดสติที่กระเจิดกระเจิงของชายหนุ่มให้กลับมา เขาคว้าไหล่ทั้งสองข้างของฮีชอลไว้
“ฮีชอล! ตื่นสิ!”
ร่างโปร่งบางมีเหงื่อท่วมกาย และไม่ว่าจะเขย่าตัวอย่างไรก็ไม่ยอมตื่น เจย์จึงดึงรวบร่างนั้นขึ้นมาแนบออก
“แค่ฝันร้ายนะฮีชอล! ฉันอยู่นี่ นายลืมตาสิ!”
“...ไม่!”
“ลืมตาสิฮีชอล!”
“อย่า...! ฮึก!”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างท่ามกลางความมืด แววตาตื่นตระหนกบอกให้รู้ว่าสิ่งที่เขาเพิ่งเผชิญมันเลวร้ายแค่ไหน แต่กระนั้นชายหนุ่มที่ประคองร่างของเขายังถอนหายใจอย่างโล่งอก ลูบปลอบผมอีกฝ่ายเบาๆ แล้วจึงค่อยปล่อยให้ร่างโปร่งบางประคองตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง
“นายฝันร้าย” เจย์บอก ไม่อาจคุมน้ำเสียงตัวเองให้ราบเรียบดั่งเช่นปกติ
“นายก็เหมือนกัน?”
ชายหนุ่มไม่ได้ปฏิเสธ ท่าทางของเขามันคงผิดสังเกตจนปิดไม่มิดจริงๆ
“...บางที ...อาจเป็นเพราะแปลกที่”
“นายเห็นอะไร?” ...ฝันว่าอะไร ฮีชอลควรจะถามอย่างนั้น
แต่เจย์เลือกที่จะส่ายหน้า
“...ฉันจำไม่ได้” เขารู้ว่ากำลังถูกจ้อง ฮีชอลกำลังจ้องมองเขาท่ามกลางความมืด และเจย์ก็ไม่ยอมหันไปสู้สายตา

...เขาโกหก

นานทีเดียวกว่าที่เจย์จะพูดออกมาได้
“นายนอนเถอะ ...คงไม่ฝันแล้วล่ะ”
“อย่าพูดเหมือนหลอกเด็ก” ถึงจะบอกแบบนั้นแต่ฮีชอลก็ล้มตัวลงนอนในทันที

ท่าทางของฮีชอลเหมือนไม่ยี่หระกับสิ่งที่ต้องเผชิญในความฝัน อาจจะเป็นเพราะมันเกิดขึ้นซ้ำๆ และบ่อยๆ จนเจ้าตัวชาชินกับมัน ...หรือแสร้งทำเป็นชาชิน เหมือนเป็นภูมิต้านทานที่สร้างขึ้นมาเอง

ใช่... เจย์เห็นมัน ...ฮีชอลยืนอยู่บนทางเดินที่ทั้งมืดและแคบ หมอกควันรอบตัวทำให้บรรยากาศยิ่งทึบทึมและหนาวเย็น ร่างโปร่งบางยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มควันสีดำที่รายร้อม พวกมันลอยโฉบเขาไปมาอย่างคล้ายจะรุมทำร้าย เสียงหัวเราะแหลมสูงบาดหูพวกนั้นทำให้เจย์ทนไม่ได้ และในวินาทีที่เขาเอื้อมมือออกไปหมายจะช่วยเหลือ พวกมันก็หันมาทางเขา!

‘อิ.. อิ.. อิ..’

“บ้าจริง!” ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง ...คิดว่านั่นคือสิ่งที่ฮีชอลฝันอยู่รึไงกัน? นี่เขาบ้าไปแล้วรึไงที่คิดว่าตัวเห็นความฝันของฮีชอลได้

...แล้วถ้าได้ล่ะ? ถ้าเขาเห็นความฝันของฮีชอลได้จริงๆ ล่ะ?

ชายหนุ่มลดมือลง มองมือข้างที่ยังรู้สึกเย็นยะเยือก ...มือข้างนี้ที่จับมือฮีชอลไว้เมื่อครู่ เป็นไปได้มั้ยถ้า... เขาเห็นภาพเหล่านั้นผ่านทางมือนี้

ร่างโปร่งบางขยับตัวอีกครั้ง และนั่นทำให้เจย์หันไปมอง อาการสะดุ้งน้อยๆ ทำให้ชายหนุ่มเอื้อมไปหมายจะลูบผมปลอบ ...แต่แล้วมือใหญ่ก็กลับชะงัก ...ถ้าเขาแตะตัวฮีชอลอีกครั้ง จะเห็นมันมั้ย?


ก็แล้วยังไง? ...กลัวรึไงกัน เจย์?


“อือ...”
“ชู่ว...” คราวนี้ชายหนุ่มไม่ลังเล เขาเอนกายลง ลูบมือลงบนเรือนผมยาวดำสนิท เกลี่ยปลายนิ้วเพื่อเช็ดเหงื่อที่ไหลซึมตามข้างขมับให้ “...แค่ฝันร้ายนะฮีชอล”

ใช่... มันก็แค่ฝันร้าย

...นายกลัวรึไงเจย์?










TBC.







Talk: สองแต้ม จัดไป ^^
อาทิตย์หน้าเอาเรื่องอะไรดีน้า...~

เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ ^^


Comment

Comment:

Tweet

เอิม.... คุณนักร้องกับคุณผู้จัดการที่เค้าแอบหวานกันหนะ เค้ารู้ตัวกันมั้ย?? รึว่ามันออกมาจากใจ(สั่งมา) จนเนียนกันไป??
รู้บ้างมั้ยว่าชาวบ้านชาวช่องเค้าคิดไปถึงไหนต่อไหน (โดยเฉพาะคนอ่าน จิ้นเตลิดไปไกลสุดกู่แระ) 5555
ตอนนี้เวลาฉากสยองคงน่ากลัวน่าดู คิดดูนะ มองไปทางไหนก็มืดดด มีแต่ต้นไม่ กลัวล่วงหน้าแล้วนะ
แบบนี้คุณผู้จัดการตัวโตอย่าปล่อยคุณนักร้องสุดที่รักไปไกลหูไกลตานะคะ คนอ่านเป็นห่วง ^^

#4 By aha (103.7.57.18|14.207.238.45) on 2012-06-12 17:30

เย้ๆๆๆๆๆ มาอัพเรื่องนี้แล้ว
พี่เจย์อ่อนโยนจิงๆๆๆๆ
จองโมแทนตัวเองว่า หนู อิอิ
พี่เจย์กลัวรึป่าว?????
ครั้งหน้าเรื่องนี้อีกนะ เราเชียร์เต็มที่
เจย์จ๋าสวีทให้มากๆๆหน่อย 555+

#3 By ming (103.7.57.18|122.155.42.242) on 2012-06-07 14:50

โมโม ฮิฮิ หนูโมโม กลับบ้านแล้วกลายเป็นเด็กน้อยเลย
มินฮวานนี่ อีกสามวันเค้าจะไปดูมินฮวานนี่ตีกลอง
แต่ไม่ต้องวิ่งออกมาแบบที่ออกมาหาพี่จองชินนะ
พี่เจย์ น่ารักกก อบอุ่น อ่อนโยนเสมอ ทำทุกอย่างเป็นเรื่องปกติได้น่าอิจฉามาก
พี่เจย์กลัวผี?
พี่แอนอ่า อย่างอนน้า จุ๊บ
เค้ายังคงรักเจย์ชอลอยู่เสมอค่ะ

#2 By ^ELFin^ on 2012-06-06 23:19

เย้ๆๆๆๆ มาแล้ว
น่ารักที่สุดอ่ะ ตามใจคนอ่านสุดๆ
ขอบคุณนะคะ

#1 By daao (103.7.57.18|223.206.116.113) on 2012-06-05 18:11