[Fic] Love in the ice - part 14
posted on 02 Dec 2009 23:08 by mondaymaybe in Love-in-the-ice
Title : Love in the ice - part 14
Author : mondaymay
Staring : Super Junior (Siwon x Heechul)
Rating : PG-13
Genre : Yaoi, A/U, Drama, Angst
...................................................
เรียวขายาวพาร่างสูงสง่าลงบันไดมาจากชั้นสองของตัวคฤหาสน์ด้วยจังหวะก้าวเดินที่ไม่รีบร้อนนัก แม้นาฬิกาเรือนหรูที่ข้อมือจะบอกเวลาเก้าโมงกว่าซึ่งเลยเวลาเข้างานปกติของคุณชายรองแห่งตระกูลชเวมาร่วมชั่วโมง หากแต่นี่ก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ ข้อที่ผู้หมวดคังอินกำชับทั้งเขาและคนสนิทไว้ในการพูดคุยกันเมื่อวาน
เมื่อลีฮยอกแจยืนยันว่าเขาเห็นผู้ชายสองคนที่เหมือนกับในรูปสแกนที่ผู้หมวดคังอินนำติดตัวมา เดินเพ่นพ่านอยู่ในบริษัท ข้อสันนิษฐานของผู้หมวดหนุ่มเรื่องการปองร้ายก็เริ่มมีหลักฐานหนักแน่นขึ้น สิ่งที่ผู้หมวดวิตกกว่านั้นก็คือ หากคนร้ายปรากฏตัวอย่างเปิดเผยอยู่ใกล้ๆ เหยื่อได้แบบนี้ ย่อมมีผู้เกี่ยวข้องที่เป็นคนภายในและใกล้ตัวซีวอนคอยเป็นคนส่งข่าวคราวความเคลื่อนไหวให้เป็นแน่ ด้วยเหตุนี้ มาตรการเพื่อความปลอดภัยต่างๆ จึงถูกกำหนดขึ้นโดยผู้หมวดคังอิน เพื่อให้ทั้งซีวอนและเยซองคอยระมัดระวังตัว รวมทั้งเรื่องการเดินทางไปไหนมาไหน ที่ไม่ควรใช้เส้นทางประจำหรือเป็นเวลาปกติที่คนร้ายจะรู้และวางแผนทำอะไรได้
ตอนนี้สิ่งที่คังอินทำได้ก็เพียงแค่กำชับให้ทั้งเยซองและซีวอนต้องระมัดระวังตัวเองกันให้มากขึ้น อย่างน้อยก็เพื่อความปลอดภัยในช่วงที่เขายังไม่สามารถวางมาตรการป้องกันที่รัดกุมกว่านี้ได้ ด้วยเกรงว่าจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น และในระหว่างนี้คังอินเองก็มีสิ่งสำคัญที่ต้องทำ และดูจะเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้หมวดหนุ่มหนักใจยิ่งกว่าการสืบหาตัวคนร้ายในคดีไหนๆ
“วันนี้พี่คังอินจะเข้าไปพบคุณแม่ที่บริษัทใช่มั้ย?” ซีวอนเอ่ยถามคนสนิทที่เดินลงบันไดตามหลังมา ขณะที่มือเรียวก็ขยับปมเนคไทค์ที่คอตัวเองให้แน่นเข้า
“ครับ” เยซองตอบเรียบๆ ก่อนจะเร่งฝีเท้าขึ้นเดินนำผู้เป็นนายเข้าไปในห้องอาหารเมื่อถึงชั้นล่าง
นี่ไม่ใช่ความพยายามครั้งแรกของผู้หมวดคนเก่ง จากการพูดคุยกันเมื่อวานทำให้ซีวอนรู้ว่าคังอินพยายามเข้าพบเพื่อขอร้องคุณแม่ของเขาอยู่หลายต่อหลายครั้ง เพื่อให้ถอนคำให้การและเปิดทางให้เขาตามสืบเรื่องคดีของพี่คังทาอย่างเปิดเผย เนื่องเพราะมารดาเขายืนยันหนักแน่นกับทางตำรวจว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเพียงอุบัติเหตุไม่ใช่การปองร้าย หลักฐานทุกอย่างที่คังอินมีอยู่ในมือจึงกลายเป็นเปล่าประโยชน์ แม้ผู้หมวดหนุ่มจะยังไม่ลดละ เก็บข้อมูลทุกอย่างที่มี และตามสืบอย่างเงียบๆ มาโดยตลอด แต่หากไม่สามารถเกลี้ยกล่อมให้คุณแม่ของเขายอมถอนคำให้การเพื่อรื้อคดีขึ้นมาใหม่ได้ ทุกอย่างก็เป็นอันเสียแรงเปล่า
นาทีนี้ซีวอนเข้าใจดีว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับหมวดคังอินไม่ใช่การหาตัวคนร้าย หากแต่เป็นการเกลี้ยกล่อมคุณแม่ของเขาต่างหาก
ซีวอนหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่คนสนิทขยับเลื่อนออกมารอไว้อยู่ก่อนแล้ว กวาดตามองอาหารเช้าบนโต๊ะอย่างผ่านๆ แล้วจึงรับเอาผ้าผืนสีขาวสะอาดจากเด็กรับใช้มาวางปูไว้บนหน้าขา ก่อนจะเอ่ยถามสาวใช้ด้วยคำถามเดิมๆ ในก่อนทุกมื้ออาหาร
“คุณเขาทานอาหารเช้ารึยัง?”
“มีเพื่อนมารับออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ”
สองมือที่ถือทั้งมีดและส้อมพร้อมสำหรับอาหารเช้า ชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ฟังคำตอบเช่นนั้น
...เพื่อนที่ว่าคงไม่พ้นหนุ่มลูกครึ่งชาวจีนคนนั้น
หลายครั้งที่ซีวอนพยายามจะไม่คิดถึงเรื่องของชายหนุ่มร่างบางที่เข้ามาอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ ในฐานะคนรักของพี่ชาย ดวงตาที่ทั้งสวยและแสนจะเย็นชาคู่นั้น.. ทั้งที่รู้ดีว่าฮีชอลไม่เคยอ่อนไหวให้เขาเลยสักครั้ง แม้จะผูกพันธ์ทางร่างกาย แต่ภายในหัวใจกลับว่างเปล่า ซีวอนไม่เคยรู้เลยว่า ในขณะที่ความรู้สึกร้อนรุ่มในจิตใจของเขาทวีพูนขึ้นทุกวัน แล้วหัวใจที่แสนเย็นชาของฮีชอลจะมีวันหลอมละลายได้บ้างหรือไม่
เขายังจำได้ถึงรอยยิ้มที่แสนอ่อนหวาน และแววตาอ่อนโยนที่ร่างบางมีให้กับเพื่อนสนิท แม้เขาจะแน่ใจว่าคนทั้งคู่ไม่มีอะไรเกินเลยไปยิ่งกว่านั้น แต่ก็อดจะอิจฉาไม่ได้ อยากให้ฮีชอลออดอ้อนเขาบ้าง ยิ้มหวานๆ ให้เขาอย่างจริงใจสักครั้ง ไม่ใช่รอยยิ้มร้ายกาจกับกิริยายั่วยวนอย่างทุกครั้ง
ร่างสูงทอดถอนใจ ขนมปังปิ้งสีทองหอมกรุ่น กับไข่ดาวฟองกลมในจานตรงหน้าไม่ทำให้เขานึกอยากอาหารขึ้นมาแม้แต่น้อย ซีวอนวางมีดและส้อมกลับลงในจานก่อนจะลุกพรวดเดินออกไปจากห้องอาหาร โดยมีคนสนิทเดินตามหลังไปติดๆ
“ไม่ทานอาหารเช้าเสียหน่อยหรือครับ?”
“ไม่ล่ะ ไปกินกาแฟที่ออฟฟิศดีกว่า”
.
.
.
.
.
เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่เขาเข้ามาในห้องนี้ นั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมสุดหรูตรงหน้าโต๊ะทำงานของท่านประธานกรรมการใหญ่แห่งกลุ่มบริษัทชเวกรุ๊ป พูดแต่เรื่องเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา กี่ครั้งกี่หนแล้วคังอินก็ไม่เคยนับ อันที่จริงคงต้องบอกว่านับไม่ถ้วนด้วยซ้ำ ตั้งแต่ที่คังทาตายไป เขาก็เข้ามาพบคุณนายชเวถึงที่บริษัทแทบจะทุกอาทิตย์ นับเนื่องมาแล้วก็เกือบครึ่งปี น่าแปลกที่เขายังเป็นที่ต้อนรับของคนในบริษัทนี้ ทั้งที่จริงแล้วเขาก็มีสิทธิ์จะถูกหน่วยรักษาความปลอดภัยลากตัวออกไปวันไหนก็ได้หากท่านประธานใหญ่ไม่พอใจที่ถูกรบกวนเวลาทำงานบ่อยๆ แต่คุณนายชเวก็ไม่เคยทำแบบนั้นกับเขา นั่นทำให้คังอินยังมีความหวังตลอดมาว่าซักวันเขาคงเกลี้ยกล่อมให้มารดาของเพื่อนรักใจอ่อน ยอมเปิดทางให้เขาคลี่คลายคดีของคังทาได้เสียที
หากแต่ครั้งนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมา เขาขอเข้าพบท่านประธานใหญ่ด้วยเหตุผลอื่น และเป็นเรื่องสำคัญที่เขาจะต้องทำให้คุณนายชเวเข้าใจและยอมร่วมมือกับเขาให้ได้
“ขอร้องล่ะครับคุณน้า นี่มันเกี่ยวข้องถึงชีวิตของซีวอน ผมอยากให้คุณน้าให้ความร่วมมือสักครั้ง”
ท่านประธานใหญ่ถอนหายใจอย่างหนักอก จริงอยู่ว่าที่ผ่านมาอาจจะดูเหมือนเธอเย็นชา ที่ยอมปล่อยให้เรื่องของคังทาเงียบไปเพราะเห็นแก่ชื่อเสียงของบริษัทและตระกูลเป็นสำคัญ แต่คนก็ตายไปแล้ว ไม่ว่าจะเพราะอุบัติเหตุหรือฆาตกรรม ต่อให้ฟื้นฝอยขุดคุ้ยไปลูกชายของเธอก็ไม่ฟื้นขึ้นมา รังแต่จะทำให้ภาพพจน์ของบริษัทที่สามีของเธอสู้อุตส่าห์สั่งสมไว้เสียหายไปมากกว่าเดิม เธอจึงปฏิเสธคำขอของคังอินมาตลอด
แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากผู้หมวดหนุ่ม ทั้งอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดขึ้นรวมทั้งที่ผู้ต้องสงสัยเข้ามาวนเวียนอยู่ภายในบริษัท ซีวอนกำลังตกอยู่ในอันตราย และหากเธอยังคงวางเฉยเหมือนที่ทำกับเรื่องของคังทา ไม่แน่ว่าเธออาจจะต้องสูญเสียลูกชายที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวไปอีกคนก็เป็นได้
สิ่งที่คังอินขอคือให้คนของเขาเข้ามาตรวจค้นทุกซอกมุมของบริษัท รวมทั้งติดตั้งเครื่องดักฟังและกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมในพื้นที่ลับสายตาทุกแห่ง มันอาจจะเพิ่มความปลอดภัยให้กับซีวอนมากขึ้น แต่ยังไงเรื่องผลเสียที่จะตามมาก็ยังสำคัญ
“แต่คังอินก็รู้ใช่มั้ย ว่าการที่ตำรวจมาเดินเพ่นพ่านตรวจค้นโน่นนี่ในบริษัทน่ะ พนักงานของน้าจะแตกตื่นแค่ไหน แล้วถ้าข่าวแพร่ออกไปมันก็จะกลายเป็นว่าบริษัทเราไม่ปลอดภัย และไม่มีความน่าเชื่อถือพอ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นใครจะรับผิดชอบล่ะ”
“เรื่องของธุรกิจน่ะผมอาจจะรับผิดชอบไม่ไหว ผมรู้แต่ว่าผมมีหน้าที่รับผิดชอบชีวิตของซีวอน เราเสียคังทาไปคนนึงแล้ว ผมไม่อยากให้เราต้องมานั่งเสียใจภายหลังถ้าซีวอนต้องเป็นอะไรไปอีกคนนะครับ” คุณนายชเวยังคงครุ่นคิดอย่างลังเล คังอินจึงรีบสำทับ “ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ จะให้ลูกน้องเข้ามาทำงานเงียบๆ ไม่รบกวนพนักงานของคุณน้าแน่ๆ ขอร้องล่ะนะครับ”
คุณนายชเวมองดูสีหน้าจริงจังและมุ่งมั่นของผู้หมวดหนุ่มแล้วจึงตัดสินใจพยักหน้า
“เอาเถอะ ถ้าคังอินว่ามันจะทำให้ซีวอนปลอดภัย อยากทำอะไรก็ทำ”
ผู้หมวดหนุ่มยิ้มออก เขาลุกขึ้นยืนแล้วโค้งให้ผู้มีศักดิ์เป็นมารดาของเพื่อนรักด้วยความเคารพ
“ขอบคุณมากครับ”
ทุกคำพูดของคนทั้งคู่ถูกส่งผ่านอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคตัวเล็กๆ ที่ถูกซ่อนอยู่ในกระถางดอกไม้ปลอมบนโต๊ะทำงานของท่านประธานใหญ่มายังอีกห้องหนึ่ง ที่ซึ่งหนุ่มใหญ่เจ้าของตำแหน่งบริหารงานที่ด้อยกว่านั่งฟังอยู่ด้วยใบหน้ามาดร้าย เขาเคาะปลายนิ้วมืออ้วนใหญ่สลับกันไปมาอยู่กับพื้นโต๊ะทำงานมันปลาบ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือส่วนตัวขึ้นมากดโทรออก
“พวกมันเริ่มรู้ตัวแล้ว บอกคนของแกให้เตรียมตัวได้เลย เราจะลงมือกันคืนนี้!”
.
.
.
.
.
“อิ่มแล้วเหรอ ทำไมทานน้อยจัง” ชายหนุ่มมองจานสปาเก็ตตี้ของคนตรงหน้าที่พร่องไปไม่ถึงครึ่งแล้วก็อดถามไม่ได้
ตั้งแต่เช้าตรู่ที่ฮันกยองได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนสนิทคนสำคัญให้ไปรับที่คฤหาสน์หลังใหญ่เพื่อพาออกมาเดินเล่น แม้ตลอดเวลาบทสนทนาจะมีเพียงเรื่องทั่วไปดั่งเช่นทุกครั้งที่พบเจอกัน แต่เมื่อใดที่ร่างบางเผลอปล่อยให้ความคิดล่องลอย เป็นโอกาสให้ชายหนุ่มลอบมองลึกซึ้งไปยังเบื้องหลังของดวงตาคู่สวย เขากลับเห็นแววความหม่นหมองที่ฉายชัด
...ฮีชอลกำลังมีความทุกข์
ฮันกยองรู้ดีว่าฮีชอลซ่อนความรู้สึกนึกคิดไว้มากมายภายใต้รอยยิ้มที่มักจะแสดงให้เขาเห็นเพื่อให้คลายใจ ฮันกยองรู้... แต่กระนั้นเขาก็ไม่เคยคิดจะซักไซ้ เพราะรู้ดีว่าหากฮีชอลไม่ต้องการแล้ว ให้คาดคั้นยังไงก็คงไม่ยอมเปิดปากบอกเรื่องของตัวเองให้คนอื่นหรือแม้กระทั่งเพื่อนสนิทอย่างเขารับรู้เป็นแน่ เซ้าซี้ไปก็รังแต่จะยิ่งทำให้ร่างบางไม่สบายใจเปล่าๆ เขาจึงเลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นมาตลอด เพื่อให้อย่างน้อยเวลาที่ฮีชอลอยู่กับเขา ก็เป็นเวลาที่ร่างบางสบายใจที่สุด
...เพราะว่าฮันกยองรู้จักฮีชอลดีกว่าใคร ถึงได้ยอมแม้จะเป็นได้แค่ที่ฝ่ายไล่ตามร่างบางเช่นนี้มาตลอดก็ตาม
ฮีชอลยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม ก่อนจะส่งยิ้มขี้เล่นให้คนตรงหน้า
“ก็ฉันรักษาหุ่นอยู่นี่”
“แค่นี้ก็ผอมจะแย่ แก้มตอบไปหมดแล้วนะ รู้ตัวรึเปล่า”
ร่างบางแสร้งเลื่อนมือขึ้นลูบแก้มตัวเองไปมาอย่างสำรวจ แล้วยิ้มยั่ว
“ตรอมใจเพราะไม่ได้เห็นหน้านายบ่อยๆ ล่ะมั้ง”
“งั้นไปอยู่กับฉันมั้ยล่ะ ฉันจะขุนให้นายตุ้ยนุ้ยกว่านี้อีก”
“อย่ามาทำเป็นพูดเล่น ตอนนี้ก็ทำเป็นมาบอกว่าจะเลี้ยง อีกหน่อยเบื่อฉันแล้วจะมาทิ้งขว้างกัน” ว่าพลางทำปากบู้อย่างแสนงอน กิริยาน่ารักนั้นเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากร่างสูงตรงหน้าได้
ฮันกยองมองใบหน้างดงามที่อยู่ตรงหน้า เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น
“อาทิตย์หน้าฉันต้องกลับจีนแล้วนะ”
“อาทิตย์หน้าเหรอ? ทำไมเร็วจัง”
“ต้องรีบกลับไปช่วยงานที่บ้านน่ะ”
“งั้นก็อีกตั้งนานกว่าจะได้เจอกัน ฉันคงคิดถึงนายแย่...” แววตาสดใสเมื่อครู่ดูหม่นหมองลง ฮันกยองรู้ดีว่าฮีชอลไม่ได้แกล้งพูด รู้ดียิ่งกว่านั้นว่านอกจากเขาแล้ว ร่างบางก็แทบไม่มีเพื่อนที่ไหน นิสัยเก็บตัวไม่ชอบคบใครทำให้ชายหนุ่มยิ่งเป็นห่วงหากต้องทิ้งเพื่อนคนสำคัญไว้ที่นี่คนเดียวดังเช่นที่ผ่านมา ยิ่งเวลาที่ร่างบางมีปัญหาเช่นนี้ด้วยแล้ว จะให้ปล่อยไว้ตามลำพังได้อย่างไร
มือใหญ่เลื่อนไปดึงมือขาวเรียวของคนตรงหน้ามากอบกุมไว้ ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่ครุ่นคิดอยู่ในใจไว้เป็นเวลานานด้วยน้ำเสียงเว้าวอน
“ไปอยู่กับฉันเถอะนะฮีชอล ไปอยู่ด้วยกันที่โน่น ถ้านายเป็นห่วงแม่กับพี่สาวก็พาพวกเขาไปด้วยก็ได้ ฉันเป็นห่วงนาย ไม่อยากทิ้งนายไว้ที่นี่เลย”
“ทิ้งที่ไหนกัน นายอยู่โน่นก็ยังโทรหาฉันได้นี่ ไว้ว่างๆ แล้วฉันบินไปเยี่ยมนายที่โน่นเองก็ได้”
“แต่ฉันอยากอยู่ใกล้ๆ นาย อยากดูแลนาย อยู่ที่โน่นฉันไม่รู้เลยว่านายเป็นยังไงบ้าง ใจจะขาดนะรู้มั้ย” น้ำเสียงทุ้มไม่ได้เจือแววล้อเล่นสักนิด ฮันกยองพูดทุกคำออกมาจากใจ และฮีชอลก็รับรู้ได้ถึงความจริงใจนั้น
ชายหนุ่มเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่เขามี เพียงคนเดียวที่พร้อมจะรับฟังและอยู่เคียงข้างเขา แต่กลับเป็นเพียงคนเดียวที่ฮีชอลไม่อยากให้รับรู้เรื่องราวความแค้นที่เกิดขึ้นระหว่างครอบครัวของเขากับตระกูลชเว เพราะเขายังอยากรักษาความสัมพันธ์ที่แสนบริสุทธิ์นี้ไว้ อยากให้คิมฮีชอลในสายตาเพื่อนสนิทคนนี้ยังคงงดงามอยู่เสมอ
...ไม่ใช่คิมฮีชอลที่ร้ายกาจ ทำทุกอย่างได้เพื่อการแก้แค้น แม้กระทั่งเอาตัวเองเข้าแลกก็ยอม
ฮีชอลเลื่อนมืออีกข้างกุมทับมือที่ใหญ่กว่าไว้ ออกแรงบีบเบาๆ ก่อนจะเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง
“ขอบใจนะฮันกยอง นายคือเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตของฉัน แต่ฉันยังมีบางเรื่องที่ต้องจัดการที่นี่ ยังไปไหนไม่ได้หรอก”
ร่างสูงได้แต่ถอนใจ แม้จะไม่สำเร็จแต่เขาก็ไม่สิ้นหวัง เพราะอย่างน้อยฮีชอลก็ไม่ได้ปฏิเสธเขาเสียทีเดียว ขอแค่ยังมีความหวังเขาก็พร้อมจะรอ
ฮันกยองสบตากับคนตรงหน้า มอบรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นให้
“งั้นฉันจะรอนายนะ นายพร้อมเมื่อไหร่ฉันจะมารับนายทันทีเลย”
หลังออกจากร้านอาหาร ฮันกยองก็ขับรถพาฮีชอลซึ่งเสนอตัวว่าจะช่วยเลือกซื้อของฝากสำหรับคนที่บ้านเขามาที่ห้างดัง วันนี้ฮีชอลเป็นคนออกปากเองว่าจะอยู่เที่ยวกับเขาทั้งวันเพื่อชดเชยเวลาที่จะไม่ได้เจอกันอีกพักใหญ่ๆ หลังจากที่ชายหนุ่มต้องบินไปต่างประเทศแล้ว ดังนั้นหลังจากซื้อของเสร็จ ทั้งคู่จึงไปดูหนังกันต่อ และปิดท้ายด้วยการนั่งคุยกันไป จิบกาแฟไปในร้านคอฟฟี่ช้อปแห่งหนึ่ง กว่าจะออกจากห้างได้ก็เย็นมากแล้ว ฮีชอลยังชวนเพื่อนสนิทไปต่อกันที่ผับ ซึ่งร่างสูงก็ไม่ได้ปฏิเสธ
บริเวณลานจอดรถของห้างซึ่งแสงจากภายนอกส่องมาไม่ค่อยถึง ในเวลากลางวันก็ดูทึบทึมพออยู่แล้ว ยิ่งเวลาเย็นย่ำค่ำแบบนี้ ถ้าไม่มีแสงไฟจากหลอดนีออนช่วยก็แทบจะมองอะไรไม่เห็น ฮันกยองจึงบอกให้ฮีชอลยืนรออยู่บริเวณทางออกของห้าง แล้วเขาจะไปเอารถมารับเอง
เพราะมัวแต่ควาญหากุญแจรถในกระเป๋ากางเกง ฮันกยองจึงไม่ได้สังเกตุว่ามีคนเดินสวนมา และชนกับชายหนุ่มคนนั้นเข้าอย่างจัง
พลั่ก!
“โอ๊ะ! ขอโทษครับ” เขาเอ่ยตามมารยาทก่อนจะก้มลงเก็บกุญแจรถซึ่งร่วงหลุดจากมือในจังหวะที่ชนกันเมื่อครู่ ฮันกยองไม่ได้ไหวตัวเลยตอนที่มีใครอีกคนก้าวเข้ามายืนประชิดตัวเขา กระทั่งโสตประสาทแว่วยินเสียงหวีดหวิวแปลกๆ คล้ายของแข็งลอยผ่านอากาศด้วยความเร็วที่ดังมาจากทางเบื้องหลัง แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น แค่คิดว่าจะหันหลังกลับไปมองก็สายเกินไปเสียแล้ว
พั๊วะ!
“โอ๊ย!”
ฮีชอลยืนรอเพื่อนสนิทอยู่ได้ครู่ใหญ่ๆ ก็เริ่มรู้สึกผิดปกติ ฮันกยองหายไปนานเกินกว่าสิบนาทีแล้ว รถก็จอดอยู่แถวๆ นี้ไม่น่าต้องใช้เวลานานเลย
มีปัญหาอะไรรึเปล่านะ?
ร่างบางนึกเป็นห่วงขึ้นมา จึงตัดสินใจเดินตามเข้าไปที่ลานจอดรถ เขาจำได้แม่นว่ารถของฮันกยองจอดอยู่ที่บล็อคไหน แต่น่าแปลกที่เมื่อเดินไปถึงบล็อคที่ว่า ทุกอย่างกลับเงียบสนิท ไร้ซึ่งเงาของร่างสูงซึ่งควรจะอยู่แถวนี้ เขาเดินเข้าไปมองผ่านกระจกเพื่อสำรวจดูภายในตัวรถ ฮันกยองก็ไม่ได้อยู่ในนั้น ความผิดปกติที่เกิดขึ้นทำให้ฮีชอลรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา เขาจึงเดินอ้อมตัวรถไปทางฝั่งที่นั่งคนขับซึ่งอยู่ติดกับกำแพง และในมุมมืดนั่นเอง เขาเห็นร่างของฮันกยองในท่านั่งเหยียดขาหลังพิงกำแพงในสภาพที่เจ้าตัวไร้ซึ่งสติ ลำคอตกพับลงมาด้านหน้า
“ฮันกยอง!” ฮีชอลรีบปราดเข้าไปหา แต่กลับถูกรวบตัวไว้จากทางด้านหลังในทันที “อ๊ะ! เฮ้ย! แกเป็นใครเนี่ย!
แขนทั้งสองข้างของเขาถูกรวบและล๊อคไว้ข้างหลัง แต่ฮีชอลก็พยายามขัดขืนอย่างสุดกำลัง
“ปล่อยนะ! ปล่อยสิว้อย!” คนที่จับเขาไว้เป็นชายร่างสูงใหญ่ที่มีกำลังมากกว่าเขาหลายเท่านัก ไม่ว่ายังไงฮีชอลก็ไม่มีทางดิ้นหลุด เขาพยายามจะมองหน้าคนร้ายให้ได้ แต่ตอนนั้นเองที่ผ้าผืนหนึ่งถูกโปะเข้ามาที่ใบหน้า ปิดทับบริเวณจมูกและปากของเขาเอาไว้ ฮีชอลได้กลิ่นสารเคมีบางอย่างจากผ้าผืนนั้น สัญชาติญาณบอกให้รู้ว่าเขาไม่ควรสูดมันเข้าไป เขาดิ้นรนอย่างสุดชีวิตเพื่อให้หลุดพ้น แต่คนร้ายกลับยิ่งกดผืนผ้าให้แน่นเข้าจนเขาหายใจไม่ออก อาการขาดอากาศทำให้ฮีชอลลำลัก และเผลอสูดกลิ่นยาเข้าไปเต็มๆ
เพียงไม่กี่วินาทีต่อมายาก็เริ่มออกฤทธิ์ ฮีชอลรู้สึกมึนหัว แขนขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะขัดขืนได้อีก เขาพยายามเพ่งมองภาพตรงหน้าที่ดูรางเลือนเหลือเกิน ขณะที่ตาคู่โตตาหรี่ปรือจนแทบจะปิด ร่างบางไม่ได้เสียงใดๆ รอบข้าง และเช่นเดียวกัน เขาไม่สามารถรวบรวมสติให้เปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากใครได้
ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือร่างไร้สติของฮันกยองที่มุมมืดนั้น ก่อนที่ทั้งโลกจะหมุนคว้างและได้ยินเพียงเสียงดังวิ้งๆ อยู่ในหัว ฮีชอลหมดสติไปก่อนที่คนร้ายจะยกตัวเขาขึ้นพาดบ่า และหายไปจากตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ
.
.
.
.
.
เยซองกำลังนั่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอยู่บนโซฟาในห้องทำงานของซีวอน ในขณะที่เลขาหน้าห้องเคาะประตูเข้ามาเพื่อรายงานด้วยความวิตก
“คุณเยซองคะ เจ้าหน้าที่ลานจอดรถโทรมาบอกว่ามีรถถอยหลังมาชนรถของคุณซีวอนน่ะค่ะ”
ชายหนุ่มขยับลุกขึ้นในทันที แล้วจึงหันไปบอกกับผู้เป็นนาย
“ขอตัวไปดูสักครู่นะครับ”
สองขาเรียวก้าวยาวๆ ด้วยความร้อนใจ หากเป็นแค่อุบัติเหตุจริงก็ไม่เป็นไร เกรงแต่ว่าจะมีใครจงใจสร้างสถานการณ์เพื่อปองร้ายนายของเขา ยังไงก็ต้องไปตรวจสอบดูให้เห็นกับตา ระหว่างนั้นเยซองก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าเสื้อนอก กดเรียกหมายเลขสำคัญขึ้นมารอไว้ แต่ยังไม่ทันจะได้กดปุ่มโทรออก ร่างสูงก็ต้องชะงักเมื่อมาถึงบริเวณที่จอดรถส่วนตัวของผู้เป็นนาย
หากภาพที่อยู่ตรงหน้าคือรถยนต์คันงามที่มีรอยบุบสลายเพราะการถูกเฉี่ยวชนตามที่ได้รับรายงานมา เยซองคงไม่แปลกใจเท่านี้ แต่นี่นอกจากจะไม่มีรถคันไหนจอดอยู่บริเวณนั้นแล้ว รถของคุณชายรองยังอยู่ในสภาพปกติดีไม่มีรอยขีดข่วนใดๆ ด้วยซ้ำ เยซองลองเดินสำรวจดูรอบๆ ตัวรถ ตรวจสอบแทบจะทุกซอกทุกมุมแล้วก็ยิ่งแปลกใจ
...ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่นา
ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ รถยังจอดอยู่ในที่ของมันในสภาพปกติ เหตุใดจึงมีคนโทรมารายงานเช่นนั้น ต้องมีอะไรซักอย่างแน่ๆ!
“นั่นใครน่ะ?!” เสียงทุ้มกระชากถามเมื่อหางตาสังเกตุเห็นเงาร่างคนเคลื่อนไหวอยู่บริเวณบันไดหนีไฟที่อยู่สุดทางของลานจอดรถนั้น เยซองไม่รอช้า รีบวิ่งไปทางนั้นทันที
ฟึ่บ!
เขาวิ่งตามลงไปได้แค่ชั้นเดียว เสียงของแข็งฟาดผ่านอากาศก็ทำให้เยซองต้องผงะถอยหลังตามสัญชาติญาณ ท่อนไม้จึงพลาดเป้าหมายที่ศีรษะของเขาไปอย่างฉิวเฉียด เยซองใช้ราวบันไดเป็นหลักยึด ก่อนจะยกขาขึ้นถีบหนักๆ ไปที่ยอดอกของชายชุดดำซึ่งจงใจจะทำร้ายเขาเมื่อครู่จนไม้ท่อนนั้นกระเด็นหลุดจากมือ
ชายคนนั้นเซถลาไปเล็กน้อย พอตั้งหลักได้ก็เงื้อหมัดขึ้นวาดกลางอากาศ เยซองซึ่งไวกว่าก็คว้าจับมือข้างนั้นไว้ได้ ก่อนจะบิดแขนคนร้ายอย่างแรงแล้วจับพลิกตัวให้นอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้น ใช้หัวเข่ากดกลางหลังเพื่อตรึงตัวคนร้ายไว้ไม่ให้ดิ้นหลุดไปได้
“แกเป็นใคร! ใครใช้แกมา!”
เขากระชากเสียงถาม แต่ชายชุดดำไม่ยอมตอบ ยังคงดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการ เยซองจึงกระชากคอเสื้อให้คนร้ายเงยหน้าขึ้น
“ฉันถามว่าใครใช้แกมา! บอกมาเดี๋ยวนี้!”
พลั๊วะ!
“อั้ก!”
เยซองถึงกับทรุดเมื่อไม้หน้าสามอีกท่อน ถูกฟาดลงมาที่กลางหลังของเขาอย่างแรง ด้วยน้ำมือชายชุดดำอีกคนหนึ่งที่ลอบมาทางด้านหลัง ชายคนแรกที่ถูกเยซองล็อคตัวไว้ จึงอาศัยจังหวะนั้นหลบหนีออกมาได้ เยซองหันหลังกลับไปสวนกับกำปั้นที่กำลังตรงเข้ามาที่ใบหน้าเขาพอดี สัญชาติญาณป้องกันตัวของเขายังไวพอที่จะใช้มือเปล่ารับกำปั้นนั้นไว้ แต่กลับกลายเป็นเปิดโอกาสให้คนร้ายอีกคนเข้าล็อคคอเขาไว้จากทางด้านหลัง ก่อนจะแทงปลายเข็มเล็กเข้าที่ลำคอของเขา ฉีดของเหลวสีขาวให้ไหลเข้าสู่กระแสเลือด
เยซองลืมตาโพลง พยายามดิ้นรนเอาตัวรอด แต่ก็สายไปเสียแล้ว คนร้ายดึงตัวเขาขึ้นมา ก่อนจะผลักให้ชนกับกำแพงอย่างแรงจนร่างสูงใหญ่ถึงกับทรุด เยซองตะเกียกตะกายจะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แต่ก็พบว่าเป็นไปได้ลำบาก แขนขาของของเขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปหมด ตอนนี้เขารู้แล้วว่าพวกมันฉีดอะไรให้เขา
...ยาสลบ!
เสียงคนร้ายทั้งสองคนหัวเราะในลำคอก่อนจะหนีไปโดยทิ้งเขาไว้ตรงนั้น มันไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าเขา แค่หลอกล่อให้เขาออกมา หากไม่มีใครคอยขวาง พวกมันจะได้ลงมือกันง่ายขึ้น กว่าจะคิดได้ เยซองก็รู้ตัวว่าเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว เขาต้องช่วยคุณชายให้ได้ มือที่ไร้เรี่ยวแรงเต็มทีล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา กดปุ่มโทรออกอย่างยากลำบาก ก่อนจะปล่อยให้มันร่วงหลุดจากมือ ความหวังสุดท้ายก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลงคือคนที่อยู่ปลายสาย
...ช่วยคุณชายให้ได้นะ ผู้หมวดคังอิน
.
.
.
.
.
เสียงสัญญาณข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือเรียกให้ผู้บริหารหนุ่มต้องยอมละสายตาจากรายงานการตลาดตรงหน้า หันไปหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูที่วางข้างๆ ขึ้นมาเปิดดู เบอร์โทรที่ไม่คุ้นตาทำให้ซีวอนต้องขมวดคิ้ว ก่อนจะต้องตกใจเมื่อได้เห็นภาพที่ถูกส่งมาในกล่องข้อความเข้า
เรือนร่างบอบบางที่ควรแก่การทะนุถนอม ถูกปล่อยให้นอนสลบไสลอยู่บนพื้นปูนที่เต็มไปด้วยเศษฝุ่นเศษดิน ทั้งสองมือและสองเท้าที่แสนเปราะบางถูกมัดไว้ด้วยเชือกเส้นโตอย่างแน่นหนาจนผิวที่ขาวจัดแดงช้ำ ที่ใบหน้าขาวเนียนยังมีผ้าขนหนูผืนใหญ่คาดทับปิดริมฝีปากเรียวบางไว้ ซีวอนมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่เต้นระรัว มือข้างที่ถือโทรศัพท์สั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่ แค่คิดว่าคนในภาพถูกทำร้ายแบบไหนซีวอนก็แทบคลั่ง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดคนที่เขาเข้าใจว่าป่านนี้คงไปหลงระเริงอยู่กับเพื่อนชายที่ไหน กลับอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้
“ฮีชอล!”
ขณะที่ยังทำอะไรไม่ถูก เบอร์เดียวกันกับที่ส่งภาพนี้ให้เขาก็โทรเข้ามา ร่างสูงกดรับทันทีอย่างไม่ลังเล
“นั่นใครน่ะ?!”
[เห็นภาพแล้วสินะ] เสียงในโทรศัพท์นั่นฟังไม่คุ้นหูเลยสักนิด ซีวอนมั่นใจว่าต้องไม่ใช่ผู้หวังดีแน่ๆ
“แกเป็นใคร! ทำอะไรเขา?!”
[ไม่ต้องรู้ว่าผมเป็นใคร รู้แค่ว่าตอนนี้คนในรูปอยู่กับผมก็พอ]
“แกต้องการอะไร?!”
[ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ แต่ถ้าคุณไม่มาที่นี่ภายในครึ่งชั่วโมงล่ะก็ ผมคงรับรองความปลอดภัยของคนในรูปไม่ได้]
“บอกที่อยู่มา! ฉันจะไปเดี๋ยวนี้!”
.
.
.
.
.
“ลูกพี่ครับ ลืมโทรศัพท์”
“อ่า ขอบใจ” คังอินรับโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่วางลืมไว้ในห้องประชุมมาจากลูกน้อง ก่อนจะเห็นว่ามีสายเรียกเข้าที่ไม่ได้รับโชว์ที่หน้าจอ คงเพราะตอนประชุมเขาปิดเสียงเรียกเข้าไว้ กดดูจึงได้รู้ว่าเป็นเบอร์โทรของเยซอง ผู้หมวดหนุ่มลองโทรกลับไปแต่ก็ได้ยินเพียงสัญญาณสายไม่ว่าง เขาลองโทรเข้าเบอร์ของซีวอนเป็นเหมือนกัน นึกเอะใจจึงเปลี่ยนเป็นโทรเข้าเบอร์ของบริษัทแทน
“คุณซีวอนอยู่มั้ยครับ?”
[ออกไปข้างนอกเมื่อสักครู่นี้เองค่ะ] เสียงเลขาหน้าห้องของซีวอนตอบมาตามสาย
“แล้วเยซองล่ะครับ?”
[เอ.. ไม่ทราบนะคะ เห็นมีคนโทรตามให้ลงไปที่ลานจอดรถ ป่านนี้ก็ยังไม่ขึ้นมาเลยค่ะ ไม่แน่ใจว่าไปด้วยกันรึเปล่า]
คังอินคิ้วกระตุก รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เยซองไม่น่าทิ้งซีวอนไว้แบบนั้นตามลำพังเป็นเวลานานๆ โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ เมื่อวานนี้เขาก็กำชับนักหนาแล้วนี่น่า หรือว่า...
...หรือว่าจะเกิดเรื่อง!
ร่างสูงใหญ่หันกลับไปทางด้านหลัง ก่อนจะสั่งกับหนึ่งในลูกทีมที่กำลังทยอยกันเดินตามมาขึ้นรถที่จอดรออยู่ เพื่อจะไปทำการตรวจค้นที่ชเวกรุ๊ปตามแผนที่ประชุมกันไว้ก่อนหน้านี้
“เอากุญแจรถมาให้ฉัน! ไปที่ชเวกรุ๊ปด่วนเลย!”
.
.
.
.
.
รถนอกคันหรูหักเลี้ยวเข้าจอดที่ประตูด้านหน้าของโกดังเก็บสินค้าเก่าแห่งหนึ่งชนิดที่แทบไม่เหยียบเบรค ทำเอาฝุ่นตลบไปทั่ว ซีวอนก้าวลงจากรถอย่างรีบร้อน แต่ก็ไม่ลืมที่จะแหงนหน้ามองตัวเลขที่อยู่เหนือประตูบานใหญ่ให้แน่ใจ ว่าใช่สถานที่นัดพบตามที่คนในโทรศัพท์บอกหรือไม่
‘โกดังหมายเลขแปดที่ท่าเรือ’
เขาไม่รู้ว่าทำไม และไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทันทีที่รู้ว่าฮีชอลถูกพามาไว้ที่นี่ เขาก็ผลุนผลันขับรถออกมาโดยไม่นึกจะระวังตัวตามที่คังอินเคยกำชับไว้ แค่ได้เห็นสภาพของร่างบางที่ถูกส่งเข้ามาทางโทรศัพท์มือถือ เขาก็ร้อนรนจนไม่คิดถึงอะไรอีก ฮีชอลอาจจะถูกทำร้าย หัวใจที่ร้อนรุ่มยิ่งกว่าไฟสั่งให้เขาเหยียบคันเร่งชนิดที่แทบไม่แตะเบรค จนลืมนึกถึงเรื่องที่เลขาเข้ามารายงาน และสาเหตุที่คนสนิทของเขาต้องออกไปจากห้องก่อนหน้านั้น
...แทบไม่ชายตามองด้วยซ้ำว่ารถของตนมีรอยขีดข่วนจากการเฉี่ยวชนตามที่มีคนรายงานหรือไม่
ซีวอนเดินตรงไปที่ประตูโกดังแล้วผลักมันให้เปิดออก ก่อนจะก้าวเข้าไปทันทีโดยไม่นึกถึงอันตรายที่อาจจะซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังประตูนั้นเลยสักนิด เขากวาดตามองเพียงปราดเดียวจนรอบโกดังก่อนจะตะโกนออกมา
“ฉันมาแล้ว! พวกแกอยู่ไหนออกมาสิ!”
มีเพียงเสียงของเขาที่สะท้อนก้องอยู่ในโกดังที่ว่างเปล่านั้น ซีวอนมองไปรอบๆ อย่างสำรวจอีกครั้ง แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของใครสักคน
“ฮีชอล! ฮีชอลคุณอยู่ในนี้รึเปล่า!”
พลั่ก!!
“อั้ก!”
TBC.
Author’s Talk: เรื่องนี้หายไปนาน เลยเอามาแปะซักตอน คั่นๆ กันไป เรื่องโน้นบ้างเรื่องนี้บ้างละกันเนอะ
ปลาลิง เรื่องนี้จะจบก่อนโลกแตกมั้ยอะ??