[Fic] Hey! my boy (Level GEE!!) 23
posted on 28 May 2012 00:24 by mondaymaybe in Hey-my-boy-Level-GEETitle: Hey! my boy (Level GEE!!) – part 23
Author: Mondaymay
Staring: Kibum x Donghae, Kyuhyun x Sungmin, Siwon
Rating: PG-13
Genre: Yaoi, A/U, Lovely
Warning: นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการส่วนบุคคล และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรักและความสัมพันธ์ระหว่างชายและชาย โดยการขอใช้ชื่อบุคคลและลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลที่มีอยู่จริง เพื่อเพิ่มสีสันให้กับเนื้อเรื่องเท่านั้น โดยไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหายทั้งสิ้น หากนิยายเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ท่านไม่พึงประสงค์ ไม่ชอบ หรือรังเกียจ กรุณาปิดหน้านี้ลงเสียด้วยความสงบ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือค่ะ ^^
.............................
ตอนที่ 23: ตัวตนกับคนพิเศษ
“นายจะเอาไอ้นี่ไปทำไม?” คยูฮยอนถามตอนที่ยื่นของในมือให้ ทงเฮบอกให้เขาไปขอมาจากคุณแม่ของคิบอมตั้งแต่เมื่อวาน แล้วเอามาให้ที่มหา’ลัยเช้านี้
“ก็นายอยากให้ฉันช่วยให้คิบอมจำได้”
“อาฮะ แล้ว?”
“ก็ต้องใช้เจ้านี่แหละ”
ทงเฮบอกแค่นั้นแล้วก็สะบัดมือไล่ คยูฮยอนเลยต้องเดินออกมา ซุ่มสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ กับซองมินสองคนที่อีกฝากของสนามบาสฯ
ทงเฮเดินกลับมาที่โต๊ะไม้สีขาว ที่คิบอมนั่งรออยู่ก่อนแล้วตั้งแต่เมื่อกี้
“จำของพวกนี้ได้รึเปล่า?”
เขาวางของสองสิ่งลงบนโต๊ะ คิ้วหนาเข้มบนใบหน้าคิบอมขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิดอยู่เพียงครู่ ก่อนที่เจ้าตัวจะส่ายหน้าช้าๆ
“...ไม่เลย”
“นึกดูให้ดีๆ สิ ของพวกนี้ไม่คุ้นตานายบ้างเลยหรอ?”
คนถูกถามใช้ความคิดนานกว่าเดิมอีกนิดหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้าอยู่ดี
ทงเฮนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม หยิบของที่คยูฮยอนเพิ่งเอามาให้ขึ้นมาไว้บนมือแล้วยื่นไปตรงหน้าอีกฝ่าย “ผ้ารัดข้อมือนี่น่ะ นายเพิ่งซื้อมาตอนก่อนลงแข่งนัดอุ่นเครื่อง ส่วนผ้าพันคอนี่ก็แม่นายถักให้”
คนจำอะไรไม่ได้มองผ้ารัดข้อมือสีน้ำเงินเข้ม กับผ้าพันคอสีเทาในมือของคนตรงหน้าสลับกันไปมา ถ้าอย่างนั้นของสองอย่างนี่ก็เป็นของเขาแน่ๆ ล่ะ แต่ว่า...
“แล้วมันสำคัญยังไง?”
“ก็...!” คนจะเล่ากัดปากเหมือนลังเลใจ มันทำให้คนรอฟังยิ่งลุ้น
“ก็...?”
“...ก็ผ้ารัดข้อมือเนี่ย นายบอกกับแม่ว่าไปซื้อกับแฟนมา จะเก็บไว้ให้แฟนสวมให้ตอนลงแข่งนัดแรก แม่นายก็เลยถักผ้าพันคอนี่ ให้นายเอาไปให้แฟนคนนั้นไง”
“แฟน? ฉันมีแฟนด้วยเหรอ?”
“ก็นั่นน่ะสิ! นายน่ะขี้เก๊กจะตาย ใครที่ไหนจะอยากเป็นแฟน”
“แล้วฉันเอาไปให้ใครล่ะ?”
“ก็ฉันนี่ไง!”
“ห๊ะ?!” คิบอมอุทานเสียลั่นจนคนเล่านึกอยากจะเอาอะไรอุดปาก แล้วก็ปิดตาโตๆ นั่นซะ กำลังคิดอย่างนั้น จู่ๆ คน(เคย)ขี้เก๊กก็เปลี่ยนเป็นฉีกยิ้มจนกว้าง “งั้นก็หมายความว่า...”
“....!”
“เราสองคน...!”
“ไม่ได้เป็นอะไรกันทั้งนั้นนั่นแหละ!” ทงเฮสวนขึ้นโดยไม่รอให้คิบอมพูดจบ ตาบ้านี่คิดแบบนี้ได้ยังไงกัน! “นายน่ะหลอกคุณป้าว่ามีแฟนแล้ว พอคุณป้าให้ของมาก็ไม่รู้จะเอาไปให้ใคร ถึงได้โยนมาให้ฉันเนี่ย! ผ้ารัดข้อมือนี่ก็เหมือนกัน วันแข่งน่ะ นายแกล้งให้ฉันสวมให้ต่อหน้าคนเยอะแยะ ฉันโดนแซวไปเป็นอาทิตย์ นายต้องไปพูดอะไรกับคนในทีมไว้แน่ๆ!”
“เฮ้ย! ไม่เคย”
“จำไม่ได้แล้วจะรู้ได้ไงว่าไม่เคย!”
“เดี๋ยวก่อนนะทงเฮ เรื่องนั้นมันไม่ใช่ประเด็นซักหน่อย”
“นั่นแหละประเด็น! นายชอบแกล้งฉัน!”
“ไม่ใช่ซักหน่อย ประเด็นคือนายกับฉัน เราเป็น... อุ๊บ!”
มือเล็กตะปบปากคนตรงหน้าไว้ได้ทันก่อนที่คิบอมจะหลุดปากพูดอะไรออกมา เขาทั้งคู่เถียงกันเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนคนที่เดินผ่านไปมาเริ่มหันมามองแล้ว คนตัวเล็กถลึงตาใส่คนจำอะไรไม่ได้ แล้วกระซิบเสียงขู่รอดไรฟัน
“ถ้านายขืนพูดอะไรแปลกๆ ออกมา ฉันจะไม่คุยด้วยอีก!”
คนตัวโตกว่าพยักหน้าหงึกๆ อย่างจำยอม แล้วค่อยแกะมือที่ปิดปากตัวเองออก
“แต่ว่า... ถ้าเราไม่ได้เป็นแฟ...”
“คิมคิบอม!”
“โอเค ถ้าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน ถ้านายเป็นแค่เพื่อนของคนในทีม แล้วฉันจะแกล้งนายทำไม?”
“ก็เพราะนายมันนิสัยเสียน่ะสิ!”
“แต่ของพวกนี้สำคัญมากนะ ฉันไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องหลอกแม่ตัวเองเพื่อแกล้งนายหรอกจริงมั้ย?”
“...มันก็...”
“นอกเสียจากว่า... ฉันจะรู้สึกแบบนั้นกับนายจริงๆ”
“อะ.. อะไรนะ?! ไม่ใช่ละ!”
“ฉันจำไม่ได้ นายอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่ามันไม่ใช่สิ”
คนเถียงไม่ออกได้แต่กัดปาก สู้สายตาไม่ได้ก็ยืดตัวขึ้นกอดอกแล้วสะบัดหน้าไปทางอื่น ให้คิบอมได้เห็นแค่ข้างแก้มแดงๆ ที่ป่องออกน้อยๆ
“เฮ้อออ จะได้เรื่องมั้ยเนี่ย...” เสียงใสพึมพำเบาๆ พอให้ได้ยินกันสองคนกับร่างสูงโปร่งอีกคนที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ หลังจากที่จับตามองเพื่อนทั้งสองด้วยความเป็นห่วงมาพักใหญ่ๆ
“ไม่มีทางอื่นแล้วนี่” คยูฮยอนบอกทั้งที่ยังไม่ละสายตาจากคนตัวเล็กที่กำลังทำท่าตะบึงตะบอนใส่คนตรงข้าม “ทงเฮเป็นคนเดียวที่จะทำให้หมอนั่นจำอะไรได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนเราก็คงได้แต่เอาใจช่วยเท่านั้น”
หลังแยกกับซองมินที่สนามบาสฯแล้ว คยูฮยอนก็แวะมาทำธุระที่ฝ่ายธุรการเพียงคนเดียว ช่วงเปิดเทอมใหม่ๆ จะมีนักศึกษาเยอะมาก แต่ตอนนี้แทบไม่มีใครเลย นอกจากคนที่จะมาติดต่อขอเพิ่มหรือลดวิชาเรียนอย่างเขาเท่านั้น พอแจ้งความประสงค์กับอาจารย์เจ้าหน้าที่ตรงช่องลงทะเบียนแล้วคยูฮยอนก็ยืนรออยู่ตรงหน้าเคาท์เตอร์ ไล่สายตาอ่านป้ายประกาศต่างๆ ที่ติดอยู่ตามบอร์ดไปพลางๆ เพื่อฆ่าเวลา พลันหางตาก็เหลือบไปเห็นร่างสูงที่คุ้นตาเดินออกมาจากห้องผู้อำนวยการที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว
“ขอบคุณมากนะครับ”
“ไม่เป็นไรไม่ต้องเกรงใจ ฝากความคิดถึงให้คุณพ่อด้วยนะ ไว้ว่างๆ จะเชิญไปดื่มชา”
“ได้ครับ ขอตัวก่อน” ร่างสูงโค้งลาและยืนส่งผู้อำนวยการจนประตูห้องปิดลง ก่อนจะหันหลังมา
คยูฮยอนยังอยู่ที่เดิมตอนที่ซีวอนหันมาเห็น ต่างคนต่างมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ
“...นายมาทำอะไรที่นี่น่ะ?”
คยูฮยอนชิงถามขึ้นก่อน อีกฝ่ายจึงเปลี่ยนสีหน้าให้เป็นเรียบเฉย ก่อนจะเดินเข้ามาให้เหลือระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว ยกซองพลาสติกที่ใส่เอกสารให้ดูผ่านๆ แล้วกดยิ้มมุมปาก
“ลาออกน่ะ”
“ว่าไงนะ?!”
“ฉันจะไปเรียนต่อที่อเมริกา วันนี้ก็เลยมายื่นเรื่อง แล้วก็ถือโอกาสลาผู้อำนวยการซะเลย”
“เดี๋ยวก่อนนะ นี่มันอะไรกัน ทำไมจู่ๆ นายก็...”
“นายอยากให้ฉันปล่อยทงเฮไปไม่ใช่รึไง?” ซีวอนยังคงยิ้มมุมปาก ท่าทางใจเย็นแบบที่เคยเป็นเสมอ “ฉันจะไปอเมริกา ไม่มีฉันซักคน อะไรๆ มันก็คงง่ายกว่านี้ จริงมั้ย?”
“อย่าพูดเหมือนพวกเราบีบให้นายต้องไปแบบนี้สิ พวกเราเป็นเพื่อนกัน ทั้งฉันทั้งทงเฮ ไม่มีใครอยากให้นายไปไหนทั้งนั้น”
ซีวอนพยักหน้าช้าๆ ก่อนเอื้อมมือไปจับไหล่อีกฝ่าย
“ฉันจะเดินทางอาทิตย์หน้า จะไปส่งก็ได้นะ”
“อาทิตย์หน้า? ทำไมเร็วจัง แล้วทงเฮรู้รึยัง?”
“ฉันตั้งใจจะบอกเขาเป็นคนแรก ตั้งแต่วันก่อนตอนที่เจอนายนั่นแหละ” ซีวอนหมายถึงวันที่คยูฮยอนชวนเขาออกไปคุยที่สวนสาธารณะ ในวันนั้นซีวอนตั้งใจจะไปบอกเรื่องนี้กับทงเฮก่อนจริงๆ “เออจริงสิ แล้วหาตัวคนที่ทำร้ายคิบอมได้รึยัง อย่าบอกนะว่าที่ไม่อยากให้ฉันไปเพราะคิดว่าฉันเป็นคนทำน่ะ”
“โธ่ซีวอน...”
“ฉันพูดเล่น” เขาตบบ่าเพื่อนแล้วหัวเราะเบาๆ “ช่วงนี้ฉันคงไม่ค่อยว่าง ก่อนไปถ้าได้เจอกันพร้อมหน้าซักครั้งก็คงดี”
ถ้าพูดแบบนี้แสดงว่าไม่ให้ความหวังกันนัก คยูฮยอนพยายามจะพูดอะไรต่อแต่ซีวอนก็ไม่เปิดโอกาส เขาเพียงยิ้ม โบกมือแล้วเดินจากไป
.
.
.
.
.
“มีอะไรรึเปล่าทงเฮ? ฉันเห็นนายนั่งมองโทรศัพท์มาตั้งแต่ชั่วโมงเช้าแล้ว”
ซองมินถามขึ้นหลังหมดชั่วโมงเรียน เขากำลังเก็บของลงกระเป๋าในขณะที่เพื่อนร่วมคณะยังเอาแต่มองหน้าจอมือถือ และก็มองแบบนี้ทุกสิบห้านาทีมาตั้งแต่เช้า
“ซีวอนน่ะ ไม่โทรมาหลายวันแล้ว”
“ทะเลาะกันรึเปล่า?”
“ก็... ไม่เชิง...”
“ไม่ลองโทรไปล่ะ”
ทงเฮเอียงคอคิด แป๊บเดียวก็ส่ายหน้า
“ไม่ดีกว่า”
อย่างนั้นก็คงต้องตามใจ ซองมินได้แต่พยักหน้า เก็บของเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นก่อน
“ไปกินข้าวกันเถอะ หิวแล้วอ่ะ”
“อื้ม”
ตอนที่ไปถึงแคนทีน คยูฮยอนก็นั่งเอาหน้ามุ่ยๆ ท้าวคางรออยู่แล้ว
“ช้ากันจัง ฉันหิวจนเกือบจะกินหนังสือแทนข้าวได้อยู่แล้วเนี่ย”
“แล้วไม่กินซะเลยล่ะ ถ้าไม่อิ่มฉันจะได้แถมให้อีกซักเล่มสองเล่ม” ทงเฮประชดกลับแล้วเหวี่ยงกระเป๋าลงบนโต๊ะ จงใจให้เฉียดหน้าหล่อๆ ของเพื่อนไปไม่กี่เซ็น เล่นเอาคยูฮยอนต้องผงกหัวหลบ
“แม๊... ขยันหาเรื่องฉันจังนะ ถึงจะอยู่ทีมเดียวกันแต่ก็คนละคนน้า~ โมโหใครก็ไปลงกับคนนั้นสิ”
“นายนี่มัน...!” ทงเฮเงื้อกำปั้นทั้งที่หน้าแดงก่ำ จะไม่โมโหขนาดนี้เลยถ้าคนที่เจ้าเพื่อนตัวดีพูดถึงไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะนั้นด้วย แถมกำลังหัวเราะเยาะเขาอีกตั้งหาก “อยากตายนักใช่มั้ยโจคยูฮยอน!”
“โอ๋~~ เค้าขอโทษ~”
เจอเสียงขู่รอดไรฟันแบบนี้ พ่อปีกขวาตัวดีเลยต้องยกสองมือยอมแพ้
ซองมินเองก็ยังอดยิ้มไม่ได้ เขาวางกระเป๋าแล้วหันไปทักคนที่เอาแต่นั่งยิ้มเช่นกัน
“คิบอมก็มาด้วยเหรอ”
“หมอนี่ชวนมาน่ะ” คนถูกถามหันนิ้วโป้งไปทางเพื่อนร่วมทีม
“ดีจัง นายอาจจะจำไม่ได้ แต่พักหลังๆ มานี่ เรากินข้าวกลางวันด้วยกันทุกวันเลยนะ”
“งั้นเหรอ?” คิบอมเลิกคิ้วพลางพยักหน้าช้าๆ มองหน้าคนตัวเล็กแล้วเขาก็ยิ้ม “ก็คงงั้นล่ะ”
“ไปเหอะ หาอะไรกินกัน”
คยูฮยอนชวนเพื่อนๆ แล้วลุกขึ้นก่อน ปล่อยคิบอมกับซองมินให้แยกย้ายกันไปเลือกดูอาหารแต่ละร้าน ส่วนตัวเขายังมองหาร้านกับข้าวร้านประจำของทงเฮ
“นายอยากกินอะไร ฉันไปซื้อให้” เขาหันไปถามเพื่อน คนตัวเล็กยังยืนอยู่ที่เดิม ก้มมองโทรศัพท์มือถือแล้วก็มองไปรอบๆ แคนทีนเหมือนกำลังหาใคร
“มองหาซีวอนเหรอ?”
เขาถาม และทงเฮก็พยักหน้า
“ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่เจอเลย ...ไม่โทรมาด้วย เมื่อเช้าก็ไม่เห็น มาเรียนรึเปล่าก็ไม่รู้ เพิ่งเปิดเทอมแบบนี้ไม่น่าจะขาดเรียนนี่นา”
คยูฮยอนพรูลมหายใจหวังระบายความเครียด เห็นเพื่อนเป็นกังวลแบบนี้แล้วเขาเองก็ไม่สบายใจนักหรอก ตั้งแต่ที่มีเรื่องกันวันก่อน ก็ดูเหมือนซีวอนจะไม่ติดต่อมาเลย ทงเฮถึงได้กระวนกระวายใจแบบนี้ แต่ท่าทางแข็งกร้าวของซีวอนในวันนั้นก็คงทำให้ทงเฮสับสนไปบ้างเหมือนกัน ถึงไม่ยอมเป็นฝ่ายโทรไปหาเอง
ทั้งที่ติดมากจนเหมือนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ...ซีวอนพลาดเองแท้ๆ ที่ผลักไสให้ทงเฮต้องถอยออกมา
“...หมอนั่นไม่มาหรอก”
“รู้ได้ไง? นายเจอเขาเหรอ?”
“เมื่อเช้านี้ ที่ฝ่ายธุรการ เขา... ยุ่งๆ เรื่องเรียนน่ะ” คยูฮยอนเลี่ยงที่จะตอบ ถึงยังไงซีวอนก็ตัดสินใจแล้ว ไม่มีทางเปลี่ยนใจแน่ๆ ช้าหรือเร็วทงเฮก็ต้องรู้ เขาแค่ไม่อยากเป็นคนบอกเองในตอนนี้ “ไปกินข้าวเหอะ ฉันหิวจะแย่แล้ว”
ทงเฮยืนอยู่หน้าร้านกับข้าวเจ้าประจำของเขา ตอนแรกคยูฮยอนบอกจะมาซื้อให้แต่เขาปฏิเสธ ทงเฮยอมรับว่าบางทีตัวเองก็ขี้เกียจเกินไป ทั้งเรียนทั้งทำงาน บางทีก็เหนื่อยจนไม่อยากออกแรงขยับตัวทำอะไร ซีวอนยิ่งทำให้เขานิสัยเสียหนักโดยการเสนอตัวทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ให้ รวมทั้งซื้ออาหารกลางวัน แต่ตอนนี้ซีวอนไม่อยู่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความคยูฮยอนจะต้องมารับหน้าที่ต่อ ทงเฮไม่ชอบทำตัวเป็นภาระใคร ...โดยไม่จำเป็น
“ข้าวกับผัดผักครับ” เขาสั่งโดยไม่ต้องกวาดตามองกับข้าวในตู้ให้ครบทุกอย่าง ความจริงข้อหนึ่งที่แม้แต่ตัวเขาเองก็เกือบลืมไปแล้ว ...ทงเฮไม่ได้ชอบกินแต่ผัดผัก แต่มันกลายเป็นอย่างนั้นมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาบอกซีวอน ด้วยความที่ขี้เกียจคิด มื้อกลางวันมันจะเป็นอะไรก็ได้ที่ราคาถูก ผัดผักคือคำตอบแรกที่ผุดขึ้นมาในหัว แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นมาทุกมื้อโดยที่เขาก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนมัน
และซีวอนก็ไม่เคยถาม ...เผื่อว่าเขาจะชอบอย่างอื่นบ้าง
“ได้แล้วจ้ะ” ป้าคนขายเลื่อนถาดที่ใส่ข้าวหนึ่งชามกับผัดผักอีกหนึ่งถ้วยมาตรงหน้าเด็กหนุ่ม ก่อนที่เธอจะหันไปยิ้มให้ลูกค้าอีกคนที่ยืนต่อแถว
“นายกินแค่นี้เองเหรอ?” ลูกค้าตัวโตคนนั้นมองผัดผักในถาดของทงเฮแล้วก็มองดูอาหารอย่างอื่นในตู้ก่อนจะบอกกับป้าคนขาย “ขอหมูทอดครับ แล้วก็... เนื้อผัดซอส”
แค่แป๊บเดียว ถาดอาหารที่ดูอลังการกว่าก็ถูกยกมาวางตรงหน้า ดูเหมือนคุณป้าแม่ค้าจะเพิ่มปริมาณข้าวและกับให้เหมาะสมกับรูปร่างใหญ่โตของลูกค้า และมันก็ทำให้คนกินน้อยอดตาโตไม่ได้
“นายกินหมดนี่เลยเหรอ?”
คิบอมยักคิ้วแทนคำตอบแล้วยกถาดอาหารออกไป
พอมาถึงโต๊ะก็จัดแจงยกถ้วยกับข้าวของตัวเองออกจากถาด แล้วก็ลามเลยมายกถ้วยผัดผักของทงเฮออกมาไว้ตรงกลางด้วย
“เฮ้ย! ทำอะไรน่ะ!”
“กับข้าวตั้งเยอะ แบ่งกันกินสิ”
“ว่าไงนะ?!” อีกฝ่ายพูดหน้าตาเฉยแบบนั้น เจ้าของผัดผักก็เลยเลือดขึ้นหน้า “ฉันเคยบอกนายแล้วไง ฉันไม่...!”
“ฉันไม่ชอบกินผัก ถ้ากินคนเดียวฉันจะไม่กินผักเลย แต่ถ้ามีเพื่อนกินด้วยมันจะอร่อยขึ้น แล้วแม่ก็บอกให้ฉันงดอาหารพวกเนื้อสัตว์ เพราะมันจะทำให้อ้วน” คิบอมบอกพลางใช้ตะเกียบคีบชิ้นเนื้อมาวางในชามข้าวของทงเฮ แล้วคีบผัดผักขึ้นมา “เพราะงั้น ให้ฉันกินผักกับนาย แล้วนายช่วยแบ่งเนื้อกับหมูนี่ไปกินหน่อยนะ” เขายิ้มแล้วส่งตะเกียบเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ แล้วกรอกตาไปมา “อื้ม ผักนี่อร่อยจริงๆ ด้วย!”
ทงเฮยังถือตะเกียบค้างอยู่ในมือตอนที่คิบอมคีบหมูอีกชิ้นมาใส่ชามให้ ...เมื่อกี้ตอนที่คิบอมแย่งถ้วยผัดผักเขาไป ทงเฮเกือบจะนึกว่าคิบอมจำได้ด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้ก็เคยมาเจ้ากี้เจ้าการแบ่งกับข้าวให้ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ ที่ยิ้มหน้าระรื่นนี่เพราะแค่อยากแย่งกับข้าวเขากินเท่านั้นใช่มั้ย ...จำอะไรไม่ได้จริงๆ ใช่มั้ย?
.
.
.
.
.
หลังหมดชั่วโมงเรียนช่วงบ่าย ทงเฮก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองหน้าจออีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าตอบรับคำชวนของซองมินแล้วเดินไปที่สนามบาสฯด้วยกัน ตอนที่ไปถึงโต๊ะไม้สีขาว คยูฮยอนก็นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“ยังไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าอีกเหรอ?”
“รอพวกนายมาก่อน” คยูฮยอนบอกแล้วลุกขึ้นให้ทงเฮมานั่งแทนที่ ก่อนจะบอก “เดี๋ยวมานะ”
เขาสะกิดแขนให้ซองมินเดินตามไป แต่คนน่ารักก็ทำท่าละล้าละลัง
“อื้อ~ คยูฮยอนไปก่อนสิ ฉันจะนั่งเป็นเพื่อนทงเฮ”
“ไม่ต้องหรอกน่า เดี๋ยวก็มีคนมาอยู่เป็นเพื่อนแล้ว” ปีกขวาคนเก่งกระซิบบอกหวานใจแล้วหันนิ้วโป้งไปทางห้องพักนักกีฬา ร่างสูงใหญ่ของกัปตันทีมที่เปลี่ยนเสื้อซ้อมเรียบร้อยแล้วกำลังเดินออกมา เท่านั้นซองมินก็ร้องอ๋อ
“งั้นเดี๋ยวฉันมานะทงเฮ”
คิบอมเริ่มยืดเส้นยืดสายแบบเบาๆ อยู่แถวๆ ริมสนาม วันนี้เป็นวันแรกที่เขาได้ลงสนามซ้อมหลังจากออกจากโรงพยาบาลมา จะว่าเป็นกังวลก็ใช่ ทั้งหมอทั้งโค้ชสั่งห้ามนักหนาว่าไม่ให้ออกกำลังกายหนัก แต่อีกแค่อาทิตย์กว่าๆ ก็จะต้องลงแข่งแล้ว จะมามัวเหยาะแหยะอยู่แบบนี้คงไม่ได้ ร่างสูงใหญ่คิดแล้วถอนลมหายใจทิ้งเพื่อระบายความกดดัน
“เฮ้กัปตัน!”
กระทั่งคยูฮยอนเดินข้ามสนามมาพร้อมกับซองมิน ร่างสูงโปร่งยักคิ้วให้เขาแล้วเพยิดหน้าไปทางด้านหลัง ให้เขามองตามข้ามไหล่เลยไปที่โต๊ะไม้สีขาว
“ดูซิใครมา”
คิบอมตีมือกับปีกขวาของทีมแล้วเดินไปที่โต๊ะ คนตัวเล็กกำลังก้มหน้าก้มตาหาอะไรบางอย่างในกระเป๋า ขนาดเขาเดินเข้าไปใกล้ก็ยังไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมอง พอท้าวสองแขนลงกับโต๊ะเพื่อเรียกความสนใจ ทงเฮก็เงยหน้าขึ้นมองเขาแว่บหนึ่งแล้วก็ก้มลงไปอีก ร่างสูงใหญ่ก็ยังยืนยิ้มตื๊ออยู่อย่างนั้น จนกระทั่งได้ยินเสียงจิ๊กจั๊กเหมือนขัดใจเบาๆ ก่อนที่ตาโตๆ จะตวัดมาจ้องหน้าเขา
“ยิ้มอะไร?”
“นายจะอยู่ตรงนี้จนพวกเราซ้อมเสร็จเลยรึเปล่า?”
“งั้นมั้ง ฉันรอคยูฮยอน”
“อยู่ทีมเดียวกัน ซ้อมเสร็จพร้อมกัน รอคยูฮยอนก็เหมือนรอฉันนั่นแหละ” คิบอมยิ้มทะเล้น เขาตั้งใจจะพูดแหย่ อยากเห็นคนขี้งอนทำแก้มป่องใส่ ที่ไหนได้ ปากเล็กอ้าค้างน้อยๆ แล้วหน้าขาวใสก็ดูเหวอไป
“อยู่ทีมเดียวกัน เชียร์ใครก็เหมือนกันนั่นแหละ...”
“เป็นอะไรไป?”
“ห.. ห๊ะ?! อ๋อ.. เปล่าๆ” ทงเฮงับปากที่อ้าค้างของตัวเอง สักพักก็มุ่ยหน้าใส่อีกฝ่าย “...นายนี่ความจำเสื่อมจริงรึเปล่า ทำไมถึงชอบพูดอะไรที่เคยพูดไปแล้วอยู่เรื่อยเลยนะ”
“งั้นเหรอ? ฉันเคยพูดแบบนี้มาก่อนเหรอ?”
“ก็... ทำนองนั้น” เอานิ้วชี้เกาขมับเบาๆ
“เออใช่! นายเคยได้ยินคำว่า ‘เดจาวู’ มั้ย? แบบที่เวลาเห็นหรือได้ยินอะไร แล้วรู้สึกว่าเคยเห็นเคยได้ยินแบบนั้นมาก่อน”
“เดจาวู... งั้นเหรอ?”
“อื้ม ไม่ใช่แค่นายหรอกนะที่รู้สึก ฉันเองก็เหมือนกัน เวลาที่อยู่ใกล้ๆ นาย ...เวลานายพูดหรือแม้แต่ทำหน้างอ ...ฉันมักจะคิดอยู่เสมอ ...ทำไมฉันถึงคุ้นเคยกับนายขนาดนี้นะ...?”
“.....”
คุ้นเคย...
ทงเฮรู้จักคำนี้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ เขาไม่ได้หลบตอนที่สัมผัสอุ่นของมือใหญ่แตะลงที่ข้างแก้ม ...นี่ใช่มั้ยที่เรียกว่าคุ้นเคยน่ะ
คิบอมในตอนนี้... เพราะว่าจำอะไรไม่ได้ เขาก็เลยเหมือนกลายเป็นคนแปลกหน้า ทงเฮหงุดหงิดทุกครั้งที่คิบอมพูดและทำอะไรโดยที่ไม่รู้ตัวแบบนี้ ทำไมกัน? ...ทั้งที่คิดว่าดีแล้ว หมอนี่จำอะไรไม่ได้ก็ดี ชีวิตเขาจะได้กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม แต่ทำไม... หัวใจมันเต้นแรงจนรู้สึกเจ็บทุกครั้งที่คิดได้ว่า... เรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด มีเพียงเขาคนเดียวที่จำได้
ทำไมนายถึงขี้โกงแบบนี้นะ ...คิมคิบอม
แววตาวูบไหวของคนตัวเล็กทำให้คิบอมใจหาย สิ่งที่เขากำลังตามหา... ความทรงจำที่หายไป... มันไม่ได้มีค่าแค่กับตัวเขาเองคนเดียวสินะ...
มือใหญ่เลื่อนขึ้นมายีผมคนตัวเล็ก เหมือนจะหยอกเอิน แต่ก็เหมือนกำลังปลอบเด็กน้อยในคราวเดียวกัน
“วางใจเถอะ ...ฉันก็คือฉัน ให้ความจำเสื่อมยังไง หัวใจกับความรู้สึกก็ยังเป็นฉันอยู่ดี”
“ไปซ้อมได้แล้วม้างงง กัปตัน”
คิบอมยืดตัวขึ้นพอได้ยินเสียงลูกทีมเรียก หันไปมองก็เห็นคยูฮยอนยืนกอดอกเลิกคิ้ว ข้างๆ ก็มีซองมินที่ยืนยิ้มแบบรู้ทันอยู่ ท่าทางเหมือนกำลังจับผิดเขาด้วยกันทั้งคู่ ดูท่าว่าจะรุกหนักเกินแล้วไปสินะ
“ซ้อมเสร็จแล้วฉันมาหานะ” เขาบอกทงเฮแล้วหันหลัง ยักคิ้วให้คยูฮยอนหน่อยนึงแล้วก็วิ่งไปลงสนามทั้งที่หน้าหล่อๆ ยังเปื้อนยิ้ม
ปีกซ้ายร่างสูงโปร่งส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะถามเพื่อน
“อยู่คนเดียวได้รึเปล่า?”
“สบายมาก”
“แน่ใจนะ?”
“เออน่า”
“งั้นเดี๋ยวฉันมา” เขาตบไหล่เพื่อนเบาๆ แล้วพาซองมินเดินออกมา
เดินมาได้ซักพักซองมินก็หันกลับไปมองที่โต๊ะ ทงเฮหยิบหูฟังขึ้นมาเสียบแล้ว เขาสะกิดคยูฮยอนให้หยุดอยู่ตรงริมสนามบาสฯ
“ได้ยินที่คิบอมพูดเมื่อกี้รึเปล่า?”
“อื้ม ถึงความจำจะเสื่อม แต่หัวใจกับความรู้สึกก็ยังเหมือนเดิม”
“ฉันว่าไม่หรอก”
“อ้าว”
“ไม่รู้สึกเหรอ? คิบอมเปลี่ยนไปมากตั้งแต่ที่ความจำเสื่อม”
“ซองมินว่างั้นเหรอ?”
“อื้ม คิดดูนะ ก่อนหน้านี้ออกจะขรึม จะพูดจะทำอะไรทีก็ต้องวางท่า อย่างที่ทงเฮว่าขี้เก๊กนั่นแหละ แล้วดูตอนนี้สิ ทั้งขี้อ้อนทั้งปากหวาน เปลี่ยนไปอย่างกับคนละคน”
คยูฮยอนพยักหน้าช้าๆ เขาเข้าใจที่ซองมินพูด ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่สนิทกันก็ต้องคิดแบบนี้อยู่แล้ว แต่ไม่ใช่กับเพื่อนที่เรียนคณะเดียวกันมาสองปีอย่างเขา
“ผมว่าคิบอมไม่ได้เปลี่ยนไปหรอก แต่สถานการณ์ต่างหากที่เปลี่ยน หมอนั่นชอบทงเฮมาตั้งแต่แรก ตอนที่ทงเฮยังเป็นคนอื่น เพราะไม่เคยคุยกันซักคำก็เลยไม่รู้จะวางตัวยังไง แต่ตอนนี้น่ะ ถึงจะจำอะไรไม่ได้แต่ความรู้สึกก็ยังเหมือนเดิม แต่เพราะทงเฮกลายเป็นเพื่อนของเพื่อน คิบอมถึงได้แสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าไง”
“จะบอกว่านี่เป็นตัวตนที่แท้จริงของคิบอมงั้นเหรอ?”
“เอ... ผมก็ไม่รู้นะ คิบอมที่ผมเห็นก็เหมือนที่ซองมินเห็น แต่คนที่พิเศษมักจะมีอิทธิพลต่อเราเสมอไม่ว่าจะความคิดหรือการกระทำ ลองคิดดูนะ ทงเฮเองก็เปลี่ยนไปมากตั้งแต่อยู่กับคิบอม ถ้าคิบอมดึงตัวตนของทงเฮออกมาได้ ไม่แน่ว่าบางที... ทงเฮเองก็อาจจะดึงตัวตนของคิบอมออกมาได้เหมือนกัน”
คนน่ารักตั้งใจฟังแล้วเอียงคอคิดตาม มันก็ฟังดูเป็นตรรกะที่เข้าใจไม่ยาก แต่ก็อดจะเวียนหัวไม่ได้
“ฟังดูซับซ้อนจัง”
“อ่า... นั่นสินะ” ปีกขวาคนเก่งพยักหน้าเข้าใจ เขายิ้มแล้วแกล้งเอาไหล่ชนกับอีกฝ่ายเบาๆ เหมือนจะทั้งอ้อนทั้งหยอก “แล้วเมื่อไหร่... จะมีคนเห็นตัวตนที่น่ารักของผมบ้างน้า...?”
...หมั่นไส้จนอยากจะหยิกซักที ซองมินรู้ทันพฤติกรรมคนตัวสูง เขาเอียงตัวหลบแล้วแกล้งผลักไหล่อีกฝ่ายคืน
“รอไปก่อนเหอะ”
เสียงนกหวีดที่โค้ชเป่าเรียกนักกีฬาให้มารวมตัวที่กลางสนาม ...ทงเฮเงยหน้าขึ้นมองภาพคุ้นตาที่โค้ชตะโกนซักซ้อมกับลูกทีม ก่อนที่แต่ละคนจะแยกย้ายกันไปฝึกตามที่โค้ชสั่ง เมื่อก่อนทงเฮไม่ค่อยชอบมองภาพการซ้อมแบบนี้เท่าไหร่ แต่ตอนนี้ที่เขาจ้องมองอยู่ ...กัปตันทีมร่างสูงใหญ่ที่ต้องแยกซ้อมจากคนอื่นๆ ทงเฮมองแล้วคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย นึกหาเหตุผลโดยไม่จำเป็นเลยว่าคนเป็นกัปตันอาจจะต้องซ้อมเทคนิคยากๆ ที่ไม่เหมือนลูกทีม (ซึ่งมารู้จากซองมินทีหลังว่าเป็นเพราะคิบอมยังถูกห้ามไม่ให้ซ้อมหนัก เลยถูกโค้ชจับแยก) เขาไม่ได้ตั้งใจจะแช่สายตาอยู่กับร่างสูงใหญ่ที่กำลังกระโดดขึ้นจับขอบห่วงแล้วยัดลูกบาสลงไป กระทั่งตอนที่ดวงตาคมหันเหจากแป้นบาสมาทางเขา ทงเฮก็ต้องสะดุ้งเมื่อประสานสายตากับดวงตาคมกริบเข้าอย่างจัง คนตัวเล็กรีบก้มลงอ่านการ์ตูนที่เปิดกางไว้ ไม่ได้รู้เลยว่าท่าทางลนลานแบบนั้นทำให้คนที่อยู่ในสนามอมยิ้มจนแก้มแทบปริ
หลังเลิกซ้อม คยูฮยอนชวนซองมินกับคิบอมไปนั่งกินขนมที่ร้านเบเกอรี่ ...เข้าใจไม่ผิดหรอก คยูฮยอนไม่ได้ชอบกินขนมหวาน เขาแค่ชอบเวลาที่หวานใจตัวเองมีความสุขกับขนมพวกนั้นต่างหาก ส่วนอีกคนนึงที่ชวนมาด้วยก็เพราะน่าจะมีความสุขที่ได้เห็นหน้าคนขายขนมหวาน คยูฮยอนคิดไม่ผิด เขายังแอบแซวตอนที่ทงเฮเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินมาจดออเดอร์ที่โต๊ะ คนตัวโตที่ปากก็บอกว่าไดเอ็ทอยู่เล่นสั่งขนมแบบไม่กลัวแม่บ่น สงสัยจะติดใจพนักงานร้านที่ใส่ผ้ากันเปื้อนสีชมพูหวานแหววแน่ๆ
หลังจากแซวจนทงเฮหงุดหงิดหน้างอจนพอใจแล้ว คยูฮยอนก็ชวนซองมินกลับ ทิ้งกัปตันทีมตัวเองให้นั่งเฝ้าคนขายขนมหน้าหวานจนร้านปิด แล้วก็เดินตามไปส่งที่หอพักแบบที่ทงเฮไม่ต้องเสียเวลาปฏิเสธให้ยุ่งยาก (เพราะเขาเคยลองหลายครั้งแล้ว แต่มันไม่เคยทำให้คิบอมเปลี่ยนใจได้)
คิบอมประสานสองมือไว้ที่หลังศีรษะ แล้วเงยหน้าขึ้นรับลมตอนที่เดินผ่านสวนสาธารณะ อากาศเย็นกำลังสบายไม่หนาวมาก เขาเดินอ้อยอิ่งแบบไม่รีบร้อน เหลือบมองคนที่เดินข้างๆ เป็นพักๆ ทงเฮเงียบเกินไปเวลาที่อยู่ด้วยกันตามลำพัง คนตัวเล็กจะไม่หาเรื่องคุยก่อน และถ้าเขาไม่ชวนคุย ทงเฮก็จะไม่พูดอะไรเลยไปตลอดทางจนถึงหอพัก
แต่คิบอมมีเวลาน้อยเกินไป ถ้าจะปล่อยให้ความเงียบขโมยมันไปคงน่าเสียดายแย่
“อ่า... ฉันเพิ่งรู้สึกว่าอาการความจำเสื่อมนี่มันมีผลกระทบยังไง”
“....?”
“วันนี้ตอนที่เรียนอยู่ ฉันต่อไม่ติดเลยซักอย่าง อาจารย์พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ดีว่าได้คยูฮยอนคอยบอก หมอนั่นว่าจะติวให้อาทิตย์นี้ จะได้ตามทัน”
ทงเฮพยักหน้า แสดงอาการรับรู้แค่เล็กน้อยแสดงว่าเรื่องนี้ไม่น่าสนใจซักเท่าไหร่ คิบอมเป่าลมออกปาก ...สงสัยต้องเปลี่ยนเรื่องคุย
“อืม... โอเค นายเคยบอกว่าฉันกับคยูฮยอนวางแผนกันแกล้งนาย แล้วนายเอาคืนจนฉันเจ็บตัว แล้วนายก็เลยต้อง... เอ่อ...”
“ไปเป็นเบ๊ให้นาย” คนตัวเล็กต่อให้ ตวัดหางตามองอีกฝ่ายแค่แว่บเดียวแล้วก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนท่องมาแล้วหลายรอบ “...ถูกนายลากไปไหนมาไหน ทำทุกอย่างที่นายสั่ง”
“อ่า... เอาเป็นว่า นายเลยต้องคอยมาดูแลฉันทั้งที่ไม่เต็มใจ เพื่อแลกกับการที่ไม่ต้องโดนทัณฑ์บน แล้วไงต่อ? เท่าที่นายเล่าก็มีแค่นี้ นอกจากนั้นก็เรื่องที่นายบอกว่าฉันชอบหาเรื่องแกล้งนาย อย่างเรื่องที่ฉันโทรตามให้นายลงมาวิ่งจ้อกกิ้งเป็นเพื่อนตอนเช้ามืด แค่นั้นเหรอ? มีอะไรที่ฉันทำให้นายไม่พอใจอีกรึเปล่า? แล้วนายไม่เคย... คิดจะเอาคืนฉันมั่งเหรอ?”
“เคยสิ ฉันเคยหลอกให้นายนั่งรอในสวนสาธารณะจนดึกดื่น วันรุ่งขึ้นนายก็เลยเป็นไข้เพราะแผลอักเสบ”
“จริงดิ?”
“ใช่”
“แล้วนายไปเยี่ยมฉันรึเปล่า?”
“ไปสิ! ...ก็โดนซีวอนบังคับ”
“...ดีใจจัง”
ทงเฮเหล่มองคนยิ้มตาขุ่น ตัวเองเป็นต้นเหตุแท้ๆ ยังจะมาลอยหน้าลอยตายิ้มสบายใจอยู่ได้
“อ้อ แล้วก็นี่” เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋า หยิบไอพ็อดสีขาวขึ้นมาแล้วยื่นให้อีกฝ่ายดู “ตอนที่นายชนฉันจนตกเก้าอี้ ไอพ็อดฉันพังเละไม่มีชิ้นดี นี่เครื่องใหม่”
“ฉันซื้อให้เหรอ?”
“เปล่า ฉันกับนาย เราออกเงินกันคนละครึ่ง” พูดแล้วก็มองเผื่อคนตัวโตจะสำนึกอะไรได้บ้าง ...แต่ก็เปล่า ทงเฮบึ้งหน้าพอเห็นดวงตาคมยิบหยี “ยิ้มอะไร?”
“รู้สึกดีจังที่เรามีของแทนความรู้สึกตั้งหลายอย่าง”
“อะไรนะ?”
“ไม่ใช่เหรอ? อย่างผ้าพันคอกับผ้ารัดข้อมือเมื่อเช้า แล้วยังไอพ็อดที่ออกเงินซื้อด้วยกันนี่อีก ตอนแรกฉันยังอดแปลกใจไม่ได้ ที่นายบอกว่าเราไม่ใช่เพื่อนกัน ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าทำไม”
“....?”
“ที่จริงแล้วฉัน... กำลังจีบนายอยู่ใช่มั้ย?”
“ห.. ห๊ะ?”
“ใช่แน่ๆ ทั้งที่ฉันตามตอแย แล้วยังของพวกนี้อีก ถ้าไม่คิดอะไรด้วยฉันคงไม่ทำแบบนี้”
“พ.. เพ้อเจ้อละ!”
“เดี๋ยวสิทงเฮ!” คิบอมรีบก้าวขึ้นมาดักหน้าไว้ เมื่อคนถูกต้อนกำลังจะเดินหนี “ฉันเคยบอกชอบนายรึเปล่า?”
“ห.. ห๊ะ?!”
“ใช่มั้ย? ฉันเคยบอกชอบนายใช่มั้ย?” ท่าทางคิบอมดูตื่นเต้นอย่างไม่คิดจะปิดบัง ต่างกับคนถูกถามที่ตอนนี้ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสต๊าฟ
“เพราะฉันชอบนาย... ฉันชอบนายนะ ลีทงเฮ ฉันชอบนาย...”
ความรู้สึกอุ่นร้อนยังติดอยู่ที่ริมฝีปาก ในตอนนั้นคิบอมไม่ได้ทำแค่พูด แต่ยัง... จะให้พูดออกไปได้ยังไง ว่าหมอนี่น่ะ...
ทงเฮส่ายหน้าช้าๆ
“มะ..ไม่...”
“ห้ามโกหกนะ นายบอกแล้วว่าจะช่วยให้ฉันจำได้ ต้องพูดความจริงทุกเรื่องสิ”
ปากเล็กๆ งับลงเมื่อได้ยินอย่างนั้น ก่อนจะเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง ทงเฮขยับนิ้วมือตัวเองให้กำและแบออกเพื่อให้หลุดจากอาการแช่แข็ง ก่อนจะสูดหายใจเข้าจนลึก จ้องตาอีกฝ่ายแบบให้รู้ว่าเอาเรื่อง
“...นายทำยิ่งกว่านั้นอีก”
“อะ.. ไรนะ?”
“และถ้านายจำไม่ได้ ฉันจะไม่มีวันให้อภัยนาย!”
คนตัวเล็กหันหลังแล้วลอบถอนหายใจเสียเฮือกใหญ่ ความรู้สึกร้อนที่ใบหน้ายิ่งร้อนผ่าวจนไปถึงใบหู ทงเฮไม่อยากจะคิดเลยว่าหน้าตัวเองจะแดงไปถึงไหนต่อไหน แต่มืดขนาดนี้แล้วหมอนั่นคงมองไม่เห็น ...ชักอยากให้คิบอมจำบางเรื่องไม่ได้ตลอดไปซะแล้วสิ
คนตัวเล็กเดินจ้ำอ้าวแบบไม่หันหลังกลับ ในขณะที่อีกคนยังยืนอึ้ง คิดทั้งที่คิดไม่ออกว่าตัวเองเคยไปทำอะไรไว้ ต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่ๆ ทงเฮถึงได้โกรธขนาดนี้
“เดี๋ยวสิทงเฮ! ฉันทำอะไร?” คิบอมรีบเดินตาม แต่เหมือนคนตัวเล็กข้างหน้าก็จะยิ่งเร่งฝีเท้าหนีจนเกือบจะกลายเป็นวิ่งอยู่แล้ว “ตกลงฉันเคยบอกชอบนายใช่รึเปล่า? แล้วฉันทำอะไร บอกหน่อยเหอะนะ ขอร้องล่ะ...”
Author: Mondaymay
Staring: Kibum x Donghae, Kyuhyun x Sungmin, Siwon
Rating: PG-13
Genre: Yaoi, A/U, Lovely
Warning: นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการส่วนบุคคล และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรักและความสัมพันธ์ระหว่างชายและชาย โดยการขอใช้ชื่อบุคคลและลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลที่มีอยู่จริง เพื่อเพิ่มสีสันให้กับเนื้อเรื่องเท่านั้น โดยไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหายทั้งสิ้น หากนิยายเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ท่านไม่พึงประสงค์ ไม่ชอบ หรือรังเกียจ กรุณาปิดหน้านี้ลงเสียด้วยความสงบ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือค่ะ ^^
.............................
ตอนที่ 23: ตัวตนกับคนพิเศษ
“นายจะเอาไอ้นี่ไปทำไม?” คยูฮยอนถามตอนที่ยื่นของในมือให้ ทงเฮบอกให้เขาไปขอมาจากคุณแม่ของคิบอมตั้งแต่เมื่อวาน แล้วเอามาให้ที่มหา’ลัยเช้านี้
“ก็นายอยากให้ฉันช่วยให้คิบอมจำได้”
“อาฮะ แล้ว?”
“ก็ต้องใช้เจ้านี่แหละ”
ทงเฮบอกแค่นั้นแล้วก็สะบัดมือไล่ คยูฮยอนเลยต้องเดินออกมา ซุ่มสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ กับซองมินสองคนที่อีกฝากของสนามบาสฯ
ทงเฮเดินกลับมาที่โต๊ะไม้สีขาว ที่คิบอมนั่งรออยู่ก่อนแล้วตั้งแต่เมื่อกี้
“จำของพวกนี้ได้รึเปล่า?”
เขาวางของสองสิ่งลงบนโต๊ะ คิ้วหนาเข้มบนใบหน้าคิบอมขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิดอยู่เพียงครู่ ก่อนที่เจ้าตัวจะส่ายหน้าช้าๆ
“...ไม่เลย”
“นึกดูให้ดีๆ สิ ของพวกนี้ไม่คุ้นตานายบ้างเลยหรอ?”
คนถูกถามใช้ความคิดนานกว่าเดิมอีกนิดหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้าอยู่ดี
ทงเฮนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม หยิบของที่คยูฮยอนเพิ่งเอามาให้ขึ้นมาไว้บนมือแล้วยื่นไปตรงหน้าอีกฝ่าย “ผ้ารัดข้อมือนี่น่ะ นายเพิ่งซื้อมาตอนก่อนลงแข่งนัดอุ่นเครื่อง ส่วนผ้าพันคอนี่ก็แม่นายถักให้”
คนจำอะไรไม่ได้มองผ้ารัดข้อมือสีน้ำเงินเข้ม กับผ้าพันคอสีเทาในมือของคนตรงหน้าสลับกันไปมา ถ้าอย่างนั้นของสองอย่างนี่ก็เป็นของเขาแน่ๆ ล่ะ แต่ว่า...
“แล้วมันสำคัญยังไง?”
“ก็...!” คนจะเล่ากัดปากเหมือนลังเลใจ มันทำให้คนรอฟังยิ่งลุ้น
“ก็...?”
“...ก็ผ้ารัดข้อมือเนี่ย นายบอกกับแม่ว่าไปซื้อกับแฟนมา จะเก็บไว้ให้แฟนสวมให้ตอนลงแข่งนัดแรก แม่นายก็เลยถักผ้าพันคอนี่ ให้นายเอาไปให้แฟนคนนั้นไง”
“แฟน? ฉันมีแฟนด้วยเหรอ?”
“ก็นั่นน่ะสิ! นายน่ะขี้เก๊กจะตาย ใครที่ไหนจะอยากเป็นแฟน”
“แล้วฉันเอาไปให้ใครล่ะ?”
“ก็ฉันนี่ไง!”
“ห๊ะ?!” คิบอมอุทานเสียลั่นจนคนเล่านึกอยากจะเอาอะไรอุดปาก แล้วก็ปิดตาโตๆ นั่นซะ กำลังคิดอย่างนั้น จู่ๆ คน(เคย)ขี้เก๊กก็เปลี่ยนเป็นฉีกยิ้มจนกว้าง “งั้นก็หมายความว่า...”
“....!”
“เราสองคน...!”
“ไม่ได้เป็นอะไรกันทั้งนั้นนั่นแหละ!” ทงเฮสวนขึ้นโดยไม่รอให้คิบอมพูดจบ ตาบ้านี่คิดแบบนี้ได้ยังไงกัน! “นายน่ะหลอกคุณป้าว่ามีแฟนแล้ว พอคุณป้าให้ของมาก็ไม่รู้จะเอาไปให้ใคร ถึงได้โยนมาให้ฉันเนี่ย! ผ้ารัดข้อมือนี่ก็เหมือนกัน วันแข่งน่ะ นายแกล้งให้ฉันสวมให้ต่อหน้าคนเยอะแยะ ฉันโดนแซวไปเป็นอาทิตย์ นายต้องไปพูดอะไรกับคนในทีมไว้แน่ๆ!”
“เฮ้ย! ไม่เคย”
“จำไม่ได้แล้วจะรู้ได้ไงว่าไม่เคย!”
“เดี๋ยวก่อนนะทงเฮ เรื่องนั้นมันไม่ใช่ประเด็นซักหน่อย”
“นั่นแหละประเด็น! นายชอบแกล้งฉัน!”
“ไม่ใช่ซักหน่อย ประเด็นคือนายกับฉัน เราเป็น... อุ๊บ!”
มือเล็กตะปบปากคนตรงหน้าไว้ได้ทันก่อนที่คิบอมจะหลุดปากพูดอะไรออกมา เขาทั้งคู่เถียงกันเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนคนที่เดินผ่านไปมาเริ่มหันมามองแล้ว คนตัวเล็กถลึงตาใส่คนจำอะไรไม่ได้ แล้วกระซิบเสียงขู่รอดไรฟัน
“ถ้านายขืนพูดอะไรแปลกๆ ออกมา ฉันจะไม่คุยด้วยอีก!”
คนตัวโตกว่าพยักหน้าหงึกๆ อย่างจำยอม แล้วค่อยแกะมือที่ปิดปากตัวเองออก
“แต่ว่า... ถ้าเราไม่ได้เป็นแฟ...”
“คิมคิบอม!”
“โอเค ถ้าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน ถ้านายเป็นแค่เพื่อนของคนในทีม แล้วฉันจะแกล้งนายทำไม?”
“ก็เพราะนายมันนิสัยเสียน่ะสิ!”
“แต่ของพวกนี้สำคัญมากนะ ฉันไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องหลอกแม่ตัวเองเพื่อแกล้งนายหรอกจริงมั้ย?”
“...มันก็...”
“นอกเสียจากว่า... ฉันจะรู้สึกแบบนั้นกับนายจริงๆ”
“อะ.. อะไรนะ?! ไม่ใช่ละ!”
“ฉันจำไม่ได้ นายอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่ามันไม่ใช่สิ”
คนเถียงไม่ออกได้แต่กัดปาก สู้สายตาไม่ได้ก็ยืดตัวขึ้นกอดอกแล้วสะบัดหน้าไปทางอื่น ให้คิบอมได้เห็นแค่ข้างแก้มแดงๆ ที่ป่องออกน้อยๆ
“เฮ้อออ จะได้เรื่องมั้ยเนี่ย...” เสียงใสพึมพำเบาๆ พอให้ได้ยินกันสองคนกับร่างสูงโปร่งอีกคนที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ หลังจากที่จับตามองเพื่อนทั้งสองด้วยความเป็นห่วงมาพักใหญ่ๆ
“ไม่มีทางอื่นแล้วนี่” คยูฮยอนบอกทั้งที่ยังไม่ละสายตาจากคนตัวเล็กที่กำลังทำท่าตะบึงตะบอนใส่คนตรงข้าม “ทงเฮเป็นคนเดียวที่จะทำให้หมอนั่นจำอะไรได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนเราก็คงได้แต่เอาใจช่วยเท่านั้น”
หลังแยกกับซองมินที่สนามบาสฯแล้ว คยูฮยอนก็แวะมาทำธุระที่ฝ่ายธุรการเพียงคนเดียว ช่วงเปิดเทอมใหม่ๆ จะมีนักศึกษาเยอะมาก แต่ตอนนี้แทบไม่มีใครเลย นอกจากคนที่จะมาติดต่อขอเพิ่มหรือลดวิชาเรียนอย่างเขาเท่านั้น พอแจ้งความประสงค์กับอาจารย์เจ้าหน้าที่ตรงช่องลงทะเบียนแล้วคยูฮยอนก็ยืนรออยู่ตรงหน้าเคาท์เตอร์ ไล่สายตาอ่านป้ายประกาศต่างๆ ที่ติดอยู่ตามบอร์ดไปพลางๆ เพื่อฆ่าเวลา พลันหางตาก็เหลือบไปเห็นร่างสูงที่คุ้นตาเดินออกมาจากห้องผู้อำนวยการที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว
“ขอบคุณมากนะครับ”
“ไม่เป็นไรไม่ต้องเกรงใจ ฝากความคิดถึงให้คุณพ่อด้วยนะ ไว้ว่างๆ จะเชิญไปดื่มชา”
“ได้ครับ ขอตัวก่อน” ร่างสูงโค้งลาและยืนส่งผู้อำนวยการจนประตูห้องปิดลง ก่อนจะหันหลังมา
คยูฮยอนยังอยู่ที่เดิมตอนที่ซีวอนหันมาเห็น ต่างคนต่างมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ
“...นายมาทำอะไรที่นี่น่ะ?”
คยูฮยอนชิงถามขึ้นก่อน อีกฝ่ายจึงเปลี่ยนสีหน้าให้เป็นเรียบเฉย ก่อนจะเดินเข้ามาให้เหลือระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว ยกซองพลาสติกที่ใส่เอกสารให้ดูผ่านๆ แล้วกดยิ้มมุมปาก
“ลาออกน่ะ”
“ว่าไงนะ?!”
“ฉันจะไปเรียนต่อที่อเมริกา วันนี้ก็เลยมายื่นเรื่อง แล้วก็ถือโอกาสลาผู้อำนวยการซะเลย”
“เดี๋ยวก่อนนะ นี่มันอะไรกัน ทำไมจู่ๆ นายก็...”
“นายอยากให้ฉันปล่อยทงเฮไปไม่ใช่รึไง?” ซีวอนยังคงยิ้มมุมปาก ท่าทางใจเย็นแบบที่เคยเป็นเสมอ “ฉันจะไปอเมริกา ไม่มีฉันซักคน อะไรๆ มันก็คงง่ายกว่านี้ จริงมั้ย?”
“อย่าพูดเหมือนพวกเราบีบให้นายต้องไปแบบนี้สิ พวกเราเป็นเพื่อนกัน ทั้งฉันทั้งทงเฮ ไม่มีใครอยากให้นายไปไหนทั้งนั้น”
ซีวอนพยักหน้าช้าๆ ก่อนเอื้อมมือไปจับไหล่อีกฝ่าย
“ฉันจะเดินทางอาทิตย์หน้า จะไปส่งก็ได้นะ”
“อาทิตย์หน้า? ทำไมเร็วจัง แล้วทงเฮรู้รึยัง?”
“ฉันตั้งใจจะบอกเขาเป็นคนแรก ตั้งแต่วันก่อนตอนที่เจอนายนั่นแหละ” ซีวอนหมายถึงวันที่คยูฮยอนชวนเขาออกไปคุยที่สวนสาธารณะ ในวันนั้นซีวอนตั้งใจจะไปบอกเรื่องนี้กับทงเฮก่อนจริงๆ “เออจริงสิ แล้วหาตัวคนที่ทำร้ายคิบอมได้รึยัง อย่าบอกนะว่าที่ไม่อยากให้ฉันไปเพราะคิดว่าฉันเป็นคนทำน่ะ”
“โธ่ซีวอน...”
“ฉันพูดเล่น” เขาตบบ่าเพื่อนแล้วหัวเราะเบาๆ “ช่วงนี้ฉันคงไม่ค่อยว่าง ก่อนไปถ้าได้เจอกันพร้อมหน้าซักครั้งก็คงดี”
ถ้าพูดแบบนี้แสดงว่าไม่ให้ความหวังกันนัก คยูฮยอนพยายามจะพูดอะไรต่อแต่ซีวอนก็ไม่เปิดโอกาส เขาเพียงยิ้ม โบกมือแล้วเดินจากไป
.
.
.
.
.
“มีอะไรรึเปล่าทงเฮ? ฉันเห็นนายนั่งมองโทรศัพท์มาตั้งแต่ชั่วโมงเช้าแล้ว”
ซองมินถามขึ้นหลังหมดชั่วโมงเรียน เขากำลังเก็บของลงกระเป๋าในขณะที่เพื่อนร่วมคณะยังเอาแต่มองหน้าจอมือถือ และก็มองแบบนี้ทุกสิบห้านาทีมาตั้งแต่เช้า
“ซีวอนน่ะ ไม่โทรมาหลายวันแล้ว”
“ทะเลาะกันรึเปล่า?”
“ก็... ไม่เชิง...”
“ไม่ลองโทรไปล่ะ”
ทงเฮเอียงคอคิด แป๊บเดียวก็ส่ายหน้า
“ไม่ดีกว่า”
อย่างนั้นก็คงต้องตามใจ ซองมินได้แต่พยักหน้า เก็บของเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นก่อน
“ไปกินข้าวกันเถอะ หิวแล้วอ่ะ”
“อื้ม”
ตอนที่ไปถึงแคนทีน คยูฮยอนก็นั่งเอาหน้ามุ่ยๆ ท้าวคางรออยู่แล้ว
“ช้ากันจัง ฉันหิวจนเกือบจะกินหนังสือแทนข้าวได้อยู่แล้วเนี่ย”
“แล้วไม่กินซะเลยล่ะ ถ้าไม่อิ่มฉันจะได้แถมให้อีกซักเล่มสองเล่ม” ทงเฮประชดกลับแล้วเหวี่ยงกระเป๋าลงบนโต๊ะ จงใจให้เฉียดหน้าหล่อๆ ของเพื่อนไปไม่กี่เซ็น เล่นเอาคยูฮยอนต้องผงกหัวหลบ
“แม๊... ขยันหาเรื่องฉันจังนะ ถึงจะอยู่ทีมเดียวกันแต่ก็คนละคนน้า~ โมโหใครก็ไปลงกับคนนั้นสิ”
“นายนี่มัน...!” ทงเฮเงื้อกำปั้นทั้งที่หน้าแดงก่ำ จะไม่โมโหขนาดนี้เลยถ้าคนที่เจ้าเพื่อนตัวดีพูดถึงไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะนั้นด้วย แถมกำลังหัวเราะเยาะเขาอีกตั้งหาก “อยากตายนักใช่มั้ยโจคยูฮยอน!”
“โอ๋~~ เค้าขอโทษ~”
เจอเสียงขู่รอดไรฟันแบบนี้ พ่อปีกขวาตัวดีเลยต้องยกสองมือยอมแพ้
ซองมินเองก็ยังอดยิ้มไม่ได้ เขาวางกระเป๋าแล้วหันไปทักคนที่เอาแต่นั่งยิ้มเช่นกัน
“คิบอมก็มาด้วยเหรอ”
“หมอนี่ชวนมาน่ะ” คนถูกถามหันนิ้วโป้งไปทางเพื่อนร่วมทีม
“ดีจัง นายอาจจะจำไม่ได้ แต่พักหลังๆ มานี่ เรากินข้าวกลางวันด้วยกันทุกวันเลยนะ”
“งั้นเหรอ?” คิบอมเลิกคิ้วพลางพยักหน้าช้าๆ มองหน้าคนตัวเล็กแล้วเขาก็ยิ้ม “ก็คงงั้นล่ะ”
“ไปเหอะ หาอะไรกินกัน”
คยูฮยอนชวนเพื่อนๆ แล้วลุกขึ้นก่อน ปล่อยคิบอมกับซองมินให้แยกย้ายกันไปเลือกดูอาหารแต่ละร้าน ส่วนตัวเขายังมองหาร้านกับข้าวร้านประจำของทงเฮ
“นายอยากกินอะไร ฉันไปซื้อให้” เขาหันไปถามเพื่อน คนตัวเล็กยังยืนอยู่ที่เดิม ก้มมองโทรศัพท์มือถือแล้วก็มองไปรอบๆ แคนทีนเหมือนกำลังหาใคร
“มองหาซีวอนเหรอ?”
เขาถาม และทงเฮก็พยักหน้า
“ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่เจอเลย ...ไม่โทรมาด้วย เมื่อเช้าก็ไม่เห็น มาเรียนรึเปล่าก็ไม่รู้ เพิ่งเปิดเทอมแบบนี้ไม่น่าจะขาดเรียนนี่นา”
คยูฮยอนพรูลมหายใจหวังระบายความเครียด เห็นเพื่อนเป็นกังวลแบบนี้แล้วเขาเองก็ไม่สบายใจนักหรอก ตั้งแต่ที่มีเรื่องกันวันก่อน ก็ดูเหมือนซีวอนจะไม่ติดต่อมาเลย ทงเฮถึงได้กระวนกระวายใจแบบนี้ แต่ท่าทางแข็งกร้าวของซีวอนในวันนั้นก็คงทำให้ทงเฮสับสนไปบ้างเหมือนกัน ถึงไม่ยอมเป็นฝ่ายโทรไปหาเอง
ทั้งที่ติดมากจนเหมือนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ...ซีวอนพลาดเองแท้ๆ ที่ผลักไสให้ทงเฮต้องถอยออกมา
“...หมอนั่นไม่มาหรอก”
“รู้ได้ไง? นายเจอเขาเหรอ?”
“เมื่อเช้านี้ ที่ฝ่ายธุรการ เขา... ยุ่งๆ เรื่องเรียนน่ะ” คยูฮยอนเลี่ยงที่จะตอบ ถึงยังไงซีวอนก็ตัดสินใจแล้ว ไม่มีทางเปลี่ยนใจแน่ๆ ช้าหรือเร็วทงเฮก็ต้องรู้ เขาแค่ไม่อยากเป็นคนบอกเองในตอนนี้ “ไปกินข้าวเหอะ ฉันหิวจะแย่แล้ว”
ทงเฮยืนอยู่หน้าร้านกับข้าวเจ้าประจำของเขา ตอนแรกคยูฮยอนบอกจะมาซื้อให้แต่เขาปฏิเสธ ทงเฮยอมรับว่าบางทีตัวเองก็ขี้เกียจเกินไป ทั้งเรียนทั้งทำงาน บางทีก็เหนื่อยจนไม่อยากออกแรงขยับตัวทำอะไร ซีวอนยิ่งทำให้เขานิสัยเสียหนักโดยการเสนอตัวทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ให้ รวมทั้งซื้ออาหารกลางวัน แต่ตอนนี้ซีวอนไม่อยู่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความคยูฮยอนจะต้องมารับหน้าที่ต่อ ทงเฮไม่ชอบทำตัวเป็นภาระใคร ...โดยไม่จำเป็น
“ข้าวกับผัดผักครับ” เขาสั่งโดยไม่ต้องกวาดตามองกับข้าวในตู้ให้ครบทุกอย่าง ความจริงข้อหนึ่งที่แม้แต่ตัวเขาเองก็เกือบลืมไปแล้ว ...ทงเฮไม่ได้ชอบกินแต่ผัดผัก แต่มันกลายเป็นอย่างนั้นมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาบอกซีวอน ด้วยความที่ขี้เกียจคิด มื้อกลางวันมันจะเป็นอะไรก็ได้ที่ราคาถูก ผัดผักคือคำตอบแรกที่ผุดขึ้นมาในหัว แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นมาทุกมื้อโดยที่เขาก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนมัน
และซีวอนก็ไม่เคยถาม ...เผื่อว่าเขาจะชอบอย่างอื่นบ้าง
“ได้แล้วจ้ะ” ป้าคนขายเลื่อนถาดที่ใส่ข้าวหนึ่งชามกับผัดผักอีกหนึ่งถ้วยมาตรงหน้าเด็กหนุ่ม ก่อนที่เธอจะหันไปยิ้มให้ลูกค้าอีกคนที่ยืนต่อแถว
“นายกินแค่นี้เองเหรอ?” ลูกค้าตัวโตคนนั้นมองผัดผักในถาดของทงเฮแล้วก็มองดูอาหารอย่างอื่นในตู้ก่อนจะบอกกับป้าคนขาย “ขอหมูทอดครับ แล้วก็... เนื้อผัดซอส”
แค่แป๊บเดียว ถาดอาหารที่ดูอลังการกว่าก็ถูกยกมาวางตรงหน้า ดูเหมือนคุณป้าแม่ค้าจะเพิ่มปริมาณข้าวและกับให้เหมาะสมกับรูปร่างใหญ่โตของลูกค้า และมันก็ทำให้คนกินน้อยอดตาโตไม่ได้
“นายกินหมดนี่เลยเหรอ?”
คิบอมยักคิ้วแทนคำตอบแล้วยกถาดอาหารออกไป
พอมาถึงโต๊ะก็จัดแจงยกถ้วยกับข้าวของตัวเองออกจากถาด แล้วก็ลามเลยมายกถ้วยผัดผักของทงเฮออกมาไว้ตรงกลางด้วย
“เฮ้ย! ทำอะไรน่ะ!”
“กับข้าวตั้งเยอะ แบ่งกันกินสิ”
“ว่าไงนะ?!” อีกฝ่ายพูดหน้าตาเฉยแบบนั้น เจ้าของผัดผักก็เลยเลือดขึ้นหน้า “ฉันเคยบอกนายแล้วไง ฉันไม่...!”
“ฉันไม่ชอบกินผัก ถ้ากินคนเดียวฉันจะไม่กินผักเลย แต่ถ้ามีเพื่อนกินด้วยมันจะอร่อยขึ้น แล้วแม่ก็บอกให้ฉันงดอาหารพวกเนื้อสัตว์ เพราะมันจะทำให้อ้วน” คิบอมบอกพลางใช้ตะเกียบคีบชิ้นเนื้อมาวางในชามข้าวของทงเฮ แล้วคีบผัดผักขึ้นมา “เพราะงั้น ให้ฉันกินผักกับนาย แล้วนายช่วยแบ่งเนื้อกับหมูนี่ไปกินหน่อยนะ” เขายิ้มแล้วส่งตะเกียบเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ แล้วกรอกตาไปมา “อื้ม ผักนี่อร่อยจริงๆ ด้วย!”
ทงเฮยังถือตะเกียบค้างอยู่ในมือตอนที่คิบอมคีบหมูอีกชิ้นมาใส่ชามให้ ...เมื่อกี้ตอนที่คิบอมแย่งถ้วยผัดผักเขาไป ทงเฮเกือบจะนึกว่าคิบอมจำได้ด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้ก็เคยมาเจ้ากี้เจ้าการแบ่งกับข้าวให้ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ ที่ยิ้มหน้าระรื่นนี่เพราะแค่อยากแย่งกับข้าวเขากินเท่านั้นใช่มั้ย ...จำอะไรไม่ได้จริงๆ ใช่มั้ย?
.
.
.
.
.
หลังหมดชั่วโมงเรียนช่วงบ่าย ทงเฮก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองหน้าจออีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าตอบรับคำชวนของซองมินแล้วเดินไปที่สนามบาสฯด้วยกัน ตอนที่ไปถึงโต๊ะไม้สีขาว คยูฮยอนก็นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“ยังไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าอีกเหรอ?”
“รอพวกนายมาก่อน” คยูฮยอนบอกแล้วลุกขึ้นให้ทงเฮมานั่งแทนที่ ก่อนจะบอก “เดี๋ยวมานะ”
เขาสะกิดแขนให้ซองมินเดินตามไป แต่คนน่ารักก็ทำท่าละล้าละลัง
“อื้อ~ คยูฮยอนไปก่อนสิ ฉันจะนั่งเป็นเพื่อนทงเฮ”
“ไม่ต้องหรอกน่า เดี๋ยวก็มีคนมาอยู่เป็นเพื่อนแล้ว” ปีกขวาคนเก่งกระซิบบอกหวานใจแล้วหันนิ้วโป้งไปทางห้องพักนักกีฬา ร่างสูงใหญ่ของกัปตันทีมที่เปลี่ยนเสื้อซ้อมเรียบร้อยแล้วกำลังเดินออกมา เท่านั้นซองมินก็ร้องอ๋อ
“งั้นเดี๋ยวฉันมานะทงเฮ”
คิบอมเริ่มยืดเส้นยืดสายแบบเบาๆ อยู่แถวๆ ริมสนาม วันนี้เป็นวันแรกที่เขาได้ลงสนามซ้อมหลังจากออกจากโรงพยาบาลมา จะว่าเป็นกังวลก็ใช่ ทั้งหมอทั้งโค้ชสั่งห้ามนักหนาว่าไม่ให้ออกกำลังกายหนัก แต่อีกแค่อาทิตย์กว่าๆ ก็จะต้องลงแข่งแล้ว จะมามัวเหยาะแหยะอยู่แบบนี้คงไม่ได้ ร่างสูงใหญ่คิดแล้วถอนลมหายใจทิ้งเพื่อระบายความกดดัน
“เฮ้กัปตัน!”
กระทั่งคยูฮยอนเดินข้ามสนามมาพร้อมกับซองมิน ร่างสูงโปร่งยักคิ้วให้เขาแล้วเพยิดหน้าไปทางด้านหลัง ให้เขามองตามข้ามไหล่เลยไปที่โต๊ะไม้สีขาว
“ดูซิใครมา”
คิบอมตีมือกับปีกขวาของทีมแล้วเดินไปที่โต๊ะ คนตัวเล็กกำลังก้มหน้าก้มตาหาอะไรบางอย่างในกระเป๋า ขนาดเขาเดินเข้าไปใกล้ก็ยังไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมอง พอท้าวสองแขนลงกับโต๊ะเพื่อเรียกความสนใจ ทงเฮก็เงยหน้าขึ้นมองเขาแว่บหนึ่งแล้วก็ก้มลงไปอีก ร่างสูงใหญ่ก็ยังยืนยิ้มตื๊ออยู่อย่างนั้น จนกระทั่งได้ยินเสียงจิ๊กจั๊กเหมือนขัดใจเบาๆ ก่อนที่ตาโตๆ จะตวัดมาจ้องหน้าเขา
“ยิ้มอะไร?”
“นายจะอยู่ตรงนี้จนพวกเราซ้อมเสร็จเลยรึเปล่า?”
“งั้นมั้ง ฉันรอคยูฮยอน”
“อยู่ทีมเดียวกัน ซ้อมเสร็จพร้อมกัน รอคยูฮยอนก็เหมือนรอฉันนั่นแหละ” คิบอมยิ้มทะเล้น เขาตั้งใจจะพูดแหย่ อยากเห็นคนขี้งอนทำแก้มป่องใส่ ที่ไหนได้ ปากเล็กอ้าค้างน้อยๆ แล้วหน้าขาวใสก็ดูเหวอไป
“อยู่ทีมเดียวกัน เชียร์ใครก็เหมือนกันนั่นแหละ...”
“เป็นอะไรไป?”
“ห.. ห๊ะ?! อ๋อ.. เปล่าๆ” ทงเฮงับปากที่อ้าค้างของตัวเอง สักพักก็มุ่ยหน้าใส่อีกฝ่าย “...นายนี่ความจำเสื่อมจริงรึเปล่า ทำไมถึงชอบพูดอะไรที่เคยพูดไปแล้วอยู่เรื่อยเลยนะ”
“งั้นเหรอ? ฉันเคยพูดแบบนี้มาก่อนเหรอ?”
“ก็... ทำนองนั้น” เอานิ้วชี้เกาขมับเบาๆ
“เออใช่! นายเคยได้ยินคำว่า ‘เดจาวู’ มั้ย? แบบที่เวลาเห็นหรือได้ยินอะไร แล้วรู้สึกว่าเคยเห็นเคยได้ยินแบบนั้นมาก่อน”
“เดจาวู... งั้นเหรอ?”
“อื้ม ไม่ใช่แค่นายหรอกนะที่รู้สึก ฉันเองก็เหมือนกัน เวลาที่อยู่ใกล้ๆ นาย ...เวลานายพูดหรือแม้แต่ทำหน้างอ ...ฉันมักจะคิดอยู่เสมอ ...ทำไมฉันถึงคุ้นเคยกับนายขนาดนี้นะ...?”
“.....”
คุ้นเคย...
ทงเฮรู้จักคำนี้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ เขาไม่ได้หลบตอนที่สัมผัสอุ่นของมือใหญ่แตะลงที่ข้างแก้ม ...นี่ใช่มั้ยที่เรียกว่าคุ้นเคยน่ะ
คิบอมในตอนนี้... เพราะว่าจำอะไรไม่ได้ เขาก็เลยเหมือนกลายเป็นคนแปลกหน้า ทงเฮหงุดหงิดทุกครั้งที่คิบอมพูดและทำอะไรโดยที่ไม่รู้ตัวแบบนี้ ทำไมกัน? ...ทั้งที่คิดว่าดีแล้ว หมอนี่จำอะไรไม่ได้ก็ดี ชีวิตเขาจะได้กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม แต่ทำไม... หัวใจมันเต้นแรงจนรู้สึกเจ็บทุกครั้งที่คิดได้ว่า... เรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด มีเพียงเขาคนเดียวที่จำได้
ทำไมนายถึงขี้โกงแบบนี้นะ ...คิมคิบอม
แววตาวูบไหวของคนตัวเล็กทำให้คิบอมใจหาย สิ่งที่เขากำลังตามหา... ความทรงจำที่หายไป... มันไม่ได้มีค่าแค่กับตัวเขาเองคนเดียวสินะ...
มือใหญ่เลื่อนขึ้นมายีผมคนตัวเล็ก เหมือนจะหยอกเอิน แต่ก็เหมือนกำลังปลอบเด็กน้อยในคราวเดียวกัน
“วางใจเถอะ ...ฉันก็คือฉัน ให้ความจำเสื่อมยังไง หัวใจกับความรู้สึกก็ยังเป็นฉันอยู่ดี”
“ไปซ้อมได้แล้วม้างงง กัปตัน”
คิบอมยืดตัวขึ้นพอได้ยินเสียงลูกทีมเรียก หันไปมองก็เห็นคยูฮยอนยืนกอดอกเลิกคิ้ว ข้างๆ ก็มีซองมินที่ยืนยิ้มแบบรู้ทันอยู่ ท่าทางเหมือนกำลังจับผิดเขาด้วยกันทั้งคู่ ดูท่าว่าจะรุกหนักเกินแล้วไปสินะ
“ซ้อมเสร็จแล้วฉันมาหานะ” เขาบอกทงเฮแล้วหันหลัง ยักคิ้วให้คยูฮยอนหน่อยนึงแล้วก็วิ่งไปลงสนามทั้งที่หน้าหล่อๆ ยังเปื้อนยิ้ม
ปีกซ้ายร่างสูงโปร่งส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะถามเพื่อน
“อยู่คนเดียวได้รึเปล่า?”
“สบายมาก”
“แน่ใจนะ?”
“เออน่า”
“งั้นเดี๋ยวฉันมา” เขาตบไหล่เพื่อนเบาๆ แล้วพาซองมินเดินออกมา
เดินมาได้ซักพักซองมินก็หันกลับไปมองที่โต๊ะ ทงเฮหยิบหูฟังขึ้นมาเสียบแล้ว เขาสะกิดคยูฮยอนให้หยุดอยู่ตรงริมสนามบาสฯ
“ได้ยินที่คิบอมพูดเมื่อกี้รึเปล่า?”
“อื้ม ถึงความจำจะเสื่อม แต่หัวใจกับความรู้สึกก็ยังเหมือนเดิม”
“ฉันว่าไม่หรอก”
“อ้าว”
“ไม่รู้สึกเหรอ? คิบอมเปลี่ยนไปมากตั้งแต่ที่ความจำเสื่อม”
“ซองมินว่างั้นเหรอ?”
“อื้ม คิดดูนะ ก่อนหน้านี้ออกจะขรึม จะพูดจะทำอะไรทีก็ต้องวางท่า อย่างที่ทงเฮว่าขี้เก๊กนั่นแหละ แล้วดูตอนนี้สิ ทั้งขี้อ้อนทั้งปากหวาน เปลี่ยนไปอย่างกับคนละคน”
คยูฮยอนพยักหน้าช้าๆ เขาเข้าใจที่ซองมินพูด ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่สนิทกันก็ต้องคิดแบบนี้อยู่แล้ว แต่ไม่ใช่กับเพื่อนที่เรียนคณะเดียวกันมาสองปีอย่างเขา
“ผมว่าคิบอมไม่ได้เปลี่ยนไปหรอก แต่สถานการณ์ต่างหากที่เปลี่ยน หมอนั่นชอบทงเฮมาตั้งแต่แรก ตอนที่ทงเฮยังเป็นคนอื่น เพราะไม่เคยคุยกันซักคำก็เลยไม่รู้จะวางตัวยังไง แต่ตอนนี้น่ะ ถึงจะจำอะไรไม่ได้แต่ความรู้สึกก็ยังเหมือนเดิม แต่เพราะทงเฮกลายเป็นเพื่อนของเพื่อน คิบอมถึงได้แสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าไง”
“จะบอกว่านี่เป็นตัวตนที่แท้จริงของคิบอมงั้นเหรอ?”
“เอ... ผมก็ไม่รู้นะ คิบอมที่ผมเห็นก็เหมือนที่ซองมินเห็น แต่คนที่พิเศษมักจะมีอิทธิพลต่อเราเสมอไม่ว่าจะความคิดหรือการกระทำ ลองคิดดูนะ ทงเฮเองก็เปลี่ยนไปมากตั้งแต่อยู่กับคิบอม ถ้าคิบอมดึงตัวตนของทงเฮออกมาได้ ไม่แน่ว่าบางที... ทงเฮเองก็อาจจะดึงตัวตนของคิบอมออกมาได้เหมือนกัน”
คนน่ารักตั้งใจฟังแล้วเอียงคอคิดตาม มันก็ฟังดูเป็นตรรกะที่เข้าใจไม่ยาก แต่ก็อดจะเวียนหัวไม่ได้
“ฟังดูซับซ้อนจัง”
“อ่า... นั่นสินะ” ปีกขวาคนเก่งพยักหน้าเข้าใจ เขายิ้มแล้วแกล้งเอาไหล่ชนกับอีกฝ่ายเบาๆ เหมือนจะทั้งอ้อนทั้งหยอก “แล้วเมื่อไหร่... จะมีคนเห็นตัวตนที่น่ารักของผมบ้างน้า...?”
...หมั่นไส้จนอยากจะหยิกซักที ซองมินรู้ทันพฤติกรรมคนตัวสูง เขาเอียงตัวหลบแล้วแกล้งผลักไหล่อีกฝ่ายคืน
“รอไปก่อนเหอะ”
เสียงนกหวีดที่โค้ชเป่าเรียกนักกีฬาให้มารวมตัวที่กลางสนาม ...ทงเฮเงยหน้าขึ้นมองภาพคุ้นตาที่โค้ชตะโกนซักซ้อมกับลูกทีม ก่อนที่แต่ละคนจะแยกย้ายกันไปฝึกตามที่โค้ชสั่ง เมื่อก่อนทงเฮไม่ค่อยชอบมองภาพการซ้อมแบบนี้เท่าไหร่ แต่ตอนนี้ที่เขาจ้องมองอยู่ ...กัปตันทีมร่างสูงใหญ่ที่ต้องแยกซ้อมจากคนอื่นๆ ทงเฮมองแล้วคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย นึกหาเหตุผลโดยไม่จำเป็นเลยว่าคนเป็นกัปตันอาจจะต้องซ้อมเทคนิคยากๆ ที่ไม่เหมือนลูกทีม (ซึ่งมารู้จากซองมินทีหลังว่าเป็นเพราะคิบอมยังถูกห้ามไม่ให้ซ้อมหนัก เลยถูกโค้ชจับแยก) เขาไม่ได้ตั้งใจจะแช่สายตาอยู่กับร่างสูงใหญ่ที่กำลังกระโดดขึ้นจับขอบห่วงแล้วยัดลูกบาสลงไป กระทั่งตอนที่ดวงตาคมหันเหจากแป้นบาสมาทางเขา ทงเฮก็ต้องสะดุ้งเมื่อประสานสายตากับดวงตาคมกริบเข้าอย่างจัง คนตัวเล็กรีบก้มลงอ่านการ์ตูนที่เปิดกางไว้ ไม่ได้รู้เลยว่าท่าทางลนลานแบบนั้นทำให้คนที่อยู่ในสนามอมยิ้มจนแก้มแทบปริ
หลังเลิกซ้อม คยูฮยอนชวนซองมินกับคิบอมไปนั่งกินขนมที่ร้านเบเกอรี่ ...เข้าใจไม่ผิดหรอก คยูฮยอนไม่ได้ชอบกินขนมหวาน เขาแค่ชอบเวลาที่หวานใจตัวเองมีความสุขกับขนมพวกนั้นต่างหาก ส่วนอีกคนนึงที่ชวนมาด้วยก็เพราะน่าจะมีความสุขที่ได้เห็นหน้าคนขายขนมหวาน คยูฮยอนคิดไม่ผิด เขายังแอบแซวตอนที่ทงเฮเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินมาจดออเดอร์ที่โต๊ะ คนตัวโตที่ปากก็บอกว่าไดเอ็ทอยู่เล่นสั่งขนมแบบไม่กลัวแม่บ่น สงสัยจะติดใจพนักงานร้านที่ใส่ผ้ากันเปื้อนสีชมพูหวานแหววแน่ๆ
หลังจากแซวจนทงเฮหงุดหงิดหน้างอจนพอใจแล้ว คยูฮยอนก็ชวนซองมินกลับ ทิ้งกัปตันทีมตัวเองให้นั่งเฝ้าคนขายขนมหน้าหวานจนร้านปิด แล้วก็เดินตามไปส่งที่หอพักแบบที่ทงเฮไม่ต้องเสียเวลาปฏิเสธให้ยุ่งยาก (เพราะเขาเคยลองหลายครั้งแล้ว แต่มันไม่เคยทำให้คิบอมเปลี่ยนใจได้)
คิบอมประสานสองมือไว้ที่หลังศีรษะ แล้วเงยหน้าขึ้นรับลมตอนที่เดินผ่านสวนสาธารณะ อากาศเย็นกำลังสบายไม่หนาวมาก เขาเดินอ้อยอิ่งแบบไม่รีบร้อน เหลือบมองคนที่เดินข้างๆ เป็นพักๆ ทงเฮเงียบเกินไปเวลาที่อยู่ด้วยกันตามลำพัง คนตัวเล็กจะไม่หาเรื่องคุยก่อน และถ้าเขาไม่ชวนคุย ทงเฮก็จะไม่พูดอะไรเลยไปตลอดทางจนถึงหอพัก
แต่คิบอมมีเวลาน้อยเกินไป ถ้าจะปล่อยให้ความเงียบขโมยมันไปคงน่าเสียดายแย่
“อ่า... ฉันเพิ่งรู้สึกว่าอาการความจำเสื่อมนี่มันมีผลกระทบยังไง”
“....?”
“วันนี้ตอนที่เรียนอยู่ ฉันต่อไม่ติดเลยซักอย่าง อาจารย์พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ดีว่าได้คยูฮยอนคอยบอก หมอนั่นว่าจะติวให้อาทิตย์นี้ จะได้ตามทัน”
ทงเฮพยักหน้า แสดงอาการรับรู้แค่เล็กน้อยแสดงว่าเรื่องนี้ไม่น่าสนใจซักเท่าไหร่ คิบอมเป่าลมออกปาก ...สงสัยต้องเปลี่ยนเรื่องคุย
“อืม... โอเค นายเคยบอกว่าฉันกับคยูฮยอนวางแผนกันแกล้งนาย แล้วนายเอาคืนจนฉันเจ็บตัว แล้วนายก็เลยต้อง... เอ่อ...”
“ไปเป็นเบ๊ให้นาย” คนตัวเล็กต่อให้ ตวัดหางตามองอีกฝ่ายแค่แว่บเดียวแล้วก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนท่องมาแล้วหลายรอบ “...ถูกนายลากไปไหนมาไหน ทำทุกอย่างที่นายสั่ง”
“อ่า... เอาเป็นว่า นายเลยต้องคอยมาดูแลฉันทั้งที่ไม่เต็มใจ เพื่อแลกกับการที่ไม่ต้องโดนทัณฑ์บน แล้วไงต่อ? เท่าที่นายเล่าก็มีแค่นี้ นอกจากนั้นก็เรื่องที่นายบอกว่าฉันชอบหาเรื่องแกล้งนาย อย่างเรื่องที่ฉันโทรตามให้นายลงมาวิ่งจ้อกกิ้งเป็นเพื่อนตอนเช้ามืด แค่นั้นเหรอ? มีอะไรที่ฉันทำให้นายไม่พอใจอีกรึเปล่า? แล้วนายไม่เคย... คิดจะเอาคืนฉันมั่งเหรอ?”
“เคยสิ ฉันเคยหลอกให้นายนั่งรอในสวนสาธารณะจนดึกดื่น วันรุ่งขึ้นนายก็เลยเป็นไข้เพราะแผลอักเสบ”
“จริงดิ?”
“ใช่”
“แล้วนายไปเยี่ยมฉันรึเปล่า?”
“ไปสิ! ...ก็โดนซีวอนบังคับ”
“...ดีใจจัง”
ทงเฮเหล่มองคนยิ้มตาขุ่น ตัวเองเป็นต้นเหตุแท้ๆ ยังจะมาลอยหน้าลอยตายิ้มสบายใจอยู่ได้
“อ้อ แล้วก็นี่” เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋า หยิบไอพ็อดสีขาวขึ้นมาแล้วยื่นให้อีกฝ่ายดู “ตอนที่นายชนฉันจนตกเก้าอี้ ไอพ็อดฉันพังเละไม่มีชิ้นดี นี่เครื่องใหม่”
“ฉันซื้อให้เหรอ?”
“เปล่า ฉันกับนาย เราออกเงินกันคนละครึ่ง” พูดแล้วก็มองเผื่อคนตัวโตจะสำนึกอะไรได้บ้าง ...แต่ก็เปล่า ทงเฮบึ้งหน้าพอเห็นดวงตาคมยิบหยี “ยิ้มอะไร?”
“รู้สึกดีจังที่เรามีของแทนความรู้สึกตั้งหลายอย่าง”
“อะไรนะ?”
“ไม่ใช่เหรอ? อย่างผ้าพันคอกับผ้ารัดข้อมือเมื่อเช้า แล้วยังไอพ็อดที่ออกเงินซื้อด้วยกันนี่อีก ตอนแรกฉันยังอดแปลกใจไม่ได้ ที่นายบอกว่าเราไม่ใช่เพื่อนกัน ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าทำไม”
“....?”
“ที่จริงแล้วฉัน... กำลังจีบนายอยู่ใช่มั้ย?”
“ห.. ห๊ะ?”
“ใช่แน่ๆ ทั้งที่ฉันตามตอแย แล้วยังของพวกนี้อีก ถ้าไม่คิดอะไรด้วยฉันคงไม่ทำแบบนี้”
“พ.. เพ้อเจ้อละ!”
“เดี๋ยวสิทงเฮ!” คิบอมรีบก้าวขึ้นมาดักหน้าไว้ เมื่อคนถูกต้อนกำลังจะเดินหนี “ฉันเคยบอกชอบนายรึเปล่า?”
“ห.. ห๊ะ?!”
“ใช่มั้ย? ฉันเคยบอกชอบนายใช่มั้ย?” ท่าทางคิบอมดูตื่นเต้นอย่างไม่คิดจะปิดบัง ต่างกับคนถูกถามที่ตอนนี้ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสต๊าฟ
“เพราะฉันชอบนาย... ฉันชอบนายนะ ลีทงเฮ ฉันชอบนาย...”
ความรู้สึกอุ่นร้อนยังติดอยู่ที่ริมฝีปาก ในตอนนั้นคิบอมไม่ได้ทำแค่พูด แต่ยัง... จะให้พูดออกไปได้ยังไง ว่าหมอนี่น่ะ...
ทงเฮส่ายหน้าช้าๆ
“มะ..ไม่...”
“ห้ามโกหกนะ นายบอกแล้วว่าจะช่วยให้ฉันจำได้ ต้องพูดความจริงทุกเรื่องสิ”
ปากเล็กๆ งับลงเมื่อได้ยินอย่างนั้น ก่อนจะเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง ทงเฮขยับนิ้วมือตัวเองให้กำและแบออกเพื่อให้หลุดจากอาการแช่แข็ง ก่อนจะสูดหายใจเข้าจนลึก จ้องตาอีกฝ่ายแบบให้รู้ว่าเอาเรื่อง
“...นายทำยิ่งกว่านั้นอีก”
“อะ.. ไรนะ?”
“และถ้านายจำไม่ได้ ฉันจะไม่มีวันให้อภัยนาย!”
คนตัวเล็กหันหลังแล้วลอบถอนหายใจเสียเฮือกใหญ่ ความรู้สึกร้อนที่ใบหน้ายิ่งร้อนผ่าวจนไปถึงใบหู ทงเฮไม่อยากจะคิดเลยว่าหน้าตัวเองจะแดงไปถึงไหนต่อไหน แต่มืดขนาดนี้แล้วหมอนั่นคงมองไม่เห็น ...ชักอยากให้คิบอมจำบางเรื่องไม่ได้ตลอดไปซะแล้วสิ
คนตัวเล็กเดินจ้ำอ้าวแบบไม่หันหลังกลับ ในขณะที่อีกคนยังยืนอึ้ง คิดทั้งที่คิดไม่ออกว่าตัวเองเคยไปทำอะไรไว้ ต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่ๆ ทงเฮถึงได้โกรธขนาดนี้
“เดี๋ยวสิทงเฮ! ฉันทำอะไร?” คิบอมรีบเดินตาม แต่เหมือนคนตัวเล็กข้างหน้าก็จะยิ่งเร่งฝีเท้าหนีจนเกือบจะกลายเป็นวิ่งอยู่แล้ว “ตกลงฉันเคยบอกชอบนายใช่รึเปล่า? แล้วฉันทำอะไร บอกหน่อยเหอะนะ ขอร้องล่ะ...”
TBC.
Talk: เหมือนหลายคนจะแอบจับไต๋ได้ว่าคนเขียนบ้าจี้ ใครถามถึงเรื่องไหนเยอะๆ ก็จะลงเรื่องนั้น ฮะๆๆๆ
ภาษาเขียนตอนนี้อาจจะดูแปร่งๆ ไปหน่อยนะคะ ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกัน ตอนหน้าจะพยายามปรับปรุงนะคะ = =’
เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ ^^
Talk: เหมือนหลายคนจะแอบจับไต๋ได้ว่าคนเขียนบ้าจี้ ใครถามถึงเรื่องไหนเยอะๆ ก็จะลงเรื่องนั้น ฮะๆๆๆ
ภาษาเขียนตอนนี้อาจจะดูแปร่งๆ ไปหน่อยนะคะ ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกัน ตอนหน้าจะพยายามปรับปรุงนะคะ = =’
เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ ^^