[Fic] Hey! my boy (Level GEE!!) 21
posted on 11 Dec 2011 10:35 by mondaymaybe in Hey-my-boy-Level-GEETitle: Hey! my boy (Level GEE!!) – part 21
Author: Mondaymay
Staring: Super Junior (12/9, 13/7)
Rating: PG-13
Genre: Yaoi, A/U, Romantic-Comady
Warning: นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการส่วนบุคคล และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรักและความสัมพันธ์ระหว่างชายและชาย โดยการขอใช้ชื่อบุคคลและลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลที่มีอยู่จริง เพื่อเพิ่มสีสันให้กับเนื้อเรื่องเท่านั้น โดยไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหายทั้งสิ้น หากนิยายเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ท่านไม่พึงประสงค์ ไม่ชอบ หรือรังเกียจ กรุณาปิดหน้านี้ลงเสียด้วยความสงบ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือค่ะ ^^
.............................
Part XXI: ลืม...?
ชเวซีวอนเกลียดความพ่ายแพ้
ตั้งแต่เกิดจนโต เขามีพร้อมทุกอย่าง ...ทุกอย่างที่บุตรชายเพียงคนเดียวของนักธุรกิจใหญ่ ผู้กุมอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศเกาหลีไว้ด้วยธุรกิจในเครือหลายแขนงพึงมี เขาได้มันมาโดยไม่ต้องร้องขอ มันมากเกินความต้องการของเด็กคนหนึ่งด้วยซ้ำ
แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ซีวอนแพ้ไม่เป็น เขาไม่เคยสนใจอะไรที่ได้มาง่ายๆ ...ตรงกันข้าม ซีวอนจะทุ่มสุดตัวและแลกทุกอย่างกับอะไรก็ตามที่ตัวเองต้องการ โดยไม่สนว่าต้องใช้วิธีการไหน อาจจะเป็นบุคลิกที่ดูรุนแรง แต่ซีวอนมั่นใจว่ามันเป็นวิธีที่ ‘แฟร์’ ที่สุด
เพราะผู้ชนะเท่านั้นที่จะได้ทุกอย่าง!
...แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น แน่นอนว่าซีวอนไม่เคยต้องใช้ความพยายามหรือแข่งขันกับใครเพื่อที่จะมีเพื่อนซักคน ผู้คนมากมายที่รายล้อมมีแต่อยากจะเข้าใกล้เด็กหนุ่มอย่างเขา และซีวอนก็ไม่เคยปฏิเสธไมตรีเหล่านั้น เพียงแต่สำหรับเขาแล้ว ...มีแค่ไม่กี่คนที่เรียกได้ว่าเป็น ‘เพื่อน’ อย่างแท้จริง
โจคยูฮยอนคือหนึ่งในนั้น เพื่อนต่างโรงเรียนที่ทะเล่อทะล่าเข้ามาตอนที่เขากำลังมีเรื่องกับพวกรุ่นพี่อันธพาลตอนมาสอบคัดเลือกเข้ามัธยมปลาย แล้วยังดันทุรังยืนฝั่งเดียวกับเขา ชกต่อยกับคนพวกนั้นทั้งที่อยู่ในสภาพถูกรุมแบบหกต่อสองจนสะบักสะบอมไปด้วยกันทั้งคู่ ร่างสูงโปร่งที่บ้าบิ่นคนนี้คือเพื่อนคนแรกในชีวิตมัธยมปลายของเขา
...และใครอีกคนที่ได้เจอหลังจากนั้น ...คนที่กลายมาเป็นเพื่อน ...และเป็นคนสำคัญที่เขาไม่อาจสูญเสียได้
ทงเฮ...
...ลีทงเฮของฉัน
.
.
.
“นี่ไงทงเฮ เพื่อนใหม่ที่ฉันบอก เขาชื่อ...”
“ฉันหิวข้าวแทบตาย นายหายไปไหนมาเนี่ย!” เจ้าของร่างเล็กตวาดสวนขึ้นมาอย่างไม่รอให้คยูฮยอนพูดจบด้วยซ้ำ แถมยังไม่ได้สนใจว่ามีร่างสูงโปร่งแปลกหน้าอีกคนที่อยู่ที่นั่นด้วย
“เดี๋ยวก่อนสิ ฟังก่อน! ฉันแค่อยากให้นายรู้จัก หมอนี่ชื่อ...!”
“ฉันหิวข้าววววว!!” คราวนี้เล่นปีนขึ้นไปบนเก้าอี้แล้วตะโกนเสียงดังใส่หน้าซะจนคยูฮยอนแทบหงายหลัง ก่อนจะโดดแผล็วลงมาแล้วสะบัดตัวเดินหนีไปทันที
ซีวอนมองคนตัวเล็กอึ้งๆ ความจริงวันนี้คยูฮยอนบอกว่าจะพาเขามาแนะนำให้เพื่อนสนิทอีกคนรู้จักตอนพักกลางวัน แต่วันนี้อาจารย์สอนเกินเวลาไปหน่อย เขาก็เลยมาช้า ไม่คิดว่าเพื่อนสนิทของคยูฮยอนจะโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงขนาดนี้
“เดี๋ยวสิทงเฮ ฉันขอโทษ!” คยูฮยอนพอตั้งสติได้จากอาการมึนเพราะถูกตะโกนใส่หน้า ก็รีบวิ่งตาไปดึงแขนเพื่อนไว้ “อย่าโกรธเลยนะ ช้าไปนิดเดียวเอง”
“นิดเดียวที่ไหน! นี่มันตั้งสิบห้านาทีแล้วนะ!”
“โอเค ฉันขอโทษ ขอโทษสิบห้าครั้งเลยก็ได้เอ้า” คยูฮยอนแทบจะต้องยกมือไหว้ กว่าที่คนขี้หงุดหงิดจะยอมหยุดฟัง “ฉันแค่อยากให้นายรู้จักเพื่อนใหม่ นี่ไงคนนี้ เขาชื่อชเวซีวอน นี่ลีทงเฮนะ เพื่อนฉันเอง”
ดวงตาที่น่าจะใสแจ๋วกว่านี้หากไม่ถูกกลบด้วยความขุ่นมัวเสียก่อน หันมามองเขาเป็นครั้งแรก ซีวอนเองก็มองตอบเช่นกัน อันที่จริง... เขาก็มองคนตัวเล็กคนนี้มาตั้งแต่แรก อาจเป็นเพราะทั้งเขาทั้งคยูฮยอนต่างก็สูงไล่เลี่ยกัน คนตัวเล็ก... ลีทงเฮคนนี้ก็เลยเหมือนจะยิ่งตัวเล็กไปใหญ่ ผิวกายขาวสะอาด กลางแสงแดดอย่างนี้ยิ่งดูสว่างไสวด้วยซ้ำ ใบหน้าอ่อนใสนั่นก็อีก ถ้าไม่ติดว่าบึ้งตึงไปนิด ตอนยิ้มคงจะน่ารักไม่น้อย
ดูแล้วก็น่ารัก น่าทะนุถนอม ...เหมือนตุ๊กตาไม่มีผิด
แต่ท่าทางจะเจ้าอารมณ์ได้ที่อยู่ ก็ขนาดคยูฮยอนยังต้องราบคาบขนาดนั้น ไม่เหลือเค้าคนใจกล้าที่บุกเดี่ยวเข้าไปช่วยเขาจากวงล้อมรุ่นพี่นักเลงโตพวกนั้นเลยซักนิด
ระหว่างที่ซีวอนแช่สายตาที่ร่างเล็กอย่างสนอกสนใจ อีกฝ่ายก็จ้องเขาไม่วางตาเช่นกัน ต่างกันก็แค่... ดวงหน้าขาวใสนั้นเรียบเฉยราวกับร่างสูงโปร่งตรงหน้าเป็นแค่อากาศธาตุ ซีวอนจึงเลือกที่จะส่งยิ้มทักทายให้ก่อน...
“แล้วจะไปกินข้าวกันได้รึยัง ฉันหิวจนไส้จะขาดแล้วนะ!”
นั่นยังไม่ทันที่ซีวอนจะได้เอ่ยทักทายอะไรด้วยซ้ำ คนขี้หงุดหงิดก็ขัดขึ้นมา เมินหน้าจากเขาแล้วหันไปคาดคั้นเพื่อนตัวสูงของตัวเองแทน ถึงน้ำเสียงจะไม่ได้กราดเกรี้ยวเหมือนตอนแรก แต่ก็ฟังรู้ว่ายังไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
“ก็.. ก็ไปสิ หิวก็ไปกัน ไปด้วยกันนะซีวอน” คยูฮยอนยังอุตส่าห์มีแก่ใจหันมาชวน บรรยากาศดูเหมือนจะน่าอึดอัด และซีวอนเองก็คิดว่าน่าจะปฏิเสธ
เพราะทั้งสายตาและท่าทางที่บ่งบอกว่าไม่สนใจเขาซักนิด ซีวอนไม่เคยถูกเมินขนาดนี้มาก่อน ไหนจะท่าทางเอาแต่ใจตัวเองเหมือนเด็กๆ ขี้โวยวาย ชอบใช้กำลัง ...ไม่น่าคบเลยซักนิด
...แต่ทำไมเขาไม่อาจละสายตาจากดวงตากลมโตคู่นั้นได้ ...เขาอยากทำให้ใบหน้าใสๆ นั่นระบายรอยยิ้มน่ารักๆ มากกว่าบึ้งตึงแบบนี้ ...อยากให้คนตัวเล็กมาคอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ...คอยกวนใจ ออดอ้อนเขาว่าอยากได้นั่นนี่ ซีวอนรู้ว่าเขาไม่ชอบง้อใคร แต่เขาคิดว่าทำได้ ...ถ้าใครคนนั้นคือลีทงเฮคนนี้
คยูฮยอนยังคงรอคำตอบจากเขา ในขณะที่คนหิวข้าวเดินจ้ำอ้าวไปก่อนแล้ว ซีวอนยิ้มแล้วพยักหน้าในที่สุด
“ไปสิ”
.
.
.
นายเป็นของฉัน ...ทงเฮ
ฉันจะไม่ยอมแพ้... ไม่มีทางยกนายให้หมอนั่นเด็ดขาด!
.
.
.
.
.
กึ้ง!
ซวบบบ!
“...สี่สิบเก้า”
พึมพำตัวเลขเบาๆ แล้วคิบอมก็วิ่งไปเก็บลูกบาสที่เด้งกระดอนอยู่ใต้แป้น เดาะเลี้ยงกับพื้นกลับมาจนถึงจุดสามแต้ม แล้วตั้งท่าเล็งชู๊ตอีกครั้ง
ซวบบบ!
“...ห้าสิบ! ฟู่วว...” เขาก้มลงยันมือไว้กับเข่าแล้วก็หอบฮั่ก แม้จะออกกำลังกายอย่างหนักอยู่ทุกวัน แต่เพราะช่วงนี้ยังไม่พ้นหน้าหนาว มวลอากาศแห้งๆ ทำให้เขาหายใจลำบาก คิบอมอยู่ในท่านั้นซักพักก่อนจะยืดตัวขึ้นแล้วสูดหายใจแรงๆ เขามองลูกบาสที่ยังกระเด้งต่ำๆ อยู่กับพื้นใต้แป้นบาสฯ และกำลังจะวิ่งเข้าไปเก็บมัน ตอนนั้นเองที่ร่างสูงโปร่งเดินช้าๆ เข้ามาในสนาม ตรงเข้าไปเก็บลูกบาสขึ้นมาหมุนเล่นบนนิ้วมือ
คิบอมหยุดยืนมองผู้มาใหม่ที่วางกระเป๋าใบเขื่องลงบนพื้นใต้แป้น ก่อนจะเดาะลูกบาสฯกับพื้น
“ยังมีแรงเหลือพอแข่งกับฉันซักเกมส์มั้ย?”
“ฮึ่ย!” คิบอมอาศัยร่างกายที่แข็งแกร่งกว่า เป็นกำบังไม่ให้ซีวอนชิงลูกไปได้ ดวงตาของเขาเฉียบคมพอจะไหวทันไม่ว่าซีวอนจะเข้ามาจากทางไหน ในขณะที่ฝ่ายท้าดวลเองก็ตามติดไม่ลดละ จนแม้จะแย่งลูกจากกัปตันทีมคนเก่งมาไม่ได้ แต่คิบอมเองก็ไม่สามารถหลุดรอดเพื่อนำลูกไปทำคะแนนได้เช่นกัน
“ไม่ต้องออมมือให้ก็ได้นะ”
คิบอมกัดฟันแน่นเพราะถูกสบประมาท ก่อนจะเหวี่ยงตัวอย่างรวดเร็วเพื่อให้หลุดจากการเกาะติดของอีกฝ่าย แล้วเลี้ยงลูกอย่างรวดเร็วก่อนจะเล็งชู๊ตในระยะสองแต้มยังแม่นยำ
“สิบสี่ สิบ!” เขาขานคะแนนด้วยตัวเอง ก่อนจะส่งลูกให้คู่แข่งเพื่อเริ่มคะแนนใหม่อย่างไม่ออมแรง
ปึ้ก!
“แฮ่ก... แฮ่ก... นายแข็งกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะ”
“แฮ่ก... คิดว่าลูกคนรวยอย่างฉันจะเล่นกีฬาไม่ได้เรื่องสินะ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” คิบอมไม่ได้พูดต่อ ว่าที่จริงแล้วทั้งรูปร่างและพลังกำลังของซีวอน สามารถเป็นตัวจริงของทีมมหา’ลัยได้เลยด้วยซ้ำ “...แค่ไม่คิดว่านายจะเอาจริงขนาดนี้”
“ฉันจริงจังกับทุกเรื่องเสมอ” ซีวอนเลี้ยงลูกกลับไปเริ่มต้นที่เส้นกลางสนาม สายตาของเขาจ้องมองแค่เพียงแป้นบาสฯ ซึ่งต้องผ่านปราการแข็งแกร่งอย่างคิมคิบอมไปให้ได้เสียก่อน เขาจึงจะทำคะแนนตีตื้นได้ ซีวอนกัดฟันแน่น “เกมส์นี้ก็เหมือนกัน ฉันไม่ยอมแพ้นายแน่!”
เกมส์สตรีทบาสแบบตัวต่อตัวยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด กินเวลาเกือบยี่สิบนาทีตอนที่คิบอมทำคะแนนทิ้งห่างไปกว่าสิบแต้ม แต่ซีวอนยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้ เขาทุ่มสุดแรงเพื่อขัดขวางคิบอมไม่ให้ทำคะแนนนำไปมากกว่านี้ ในขณะที่ตัวเขาเอง ก็ไม่อาจหลุดรอดจากการป้องกันที่แข็งแกร่งของอีกฝ่ายได้เช่นกัน
กระทั่งเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งนาทีก่อนที่เกมส์จะจบ ซีวอนยังเป็นฝ่ายครองลูกแต่ไม่อาจทำคะแนนได้ ทั้งที่แป้นบาสฯก็อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว คิบอมไม่เปิดโอกาสให้เขาแม้ในนาทีสุดท้าย
แต่เขาจะแพ้ไม่ได้!
ซีวอนตัดสินใจใช้ลำตัวกระแทกร่างที่สูงใหญ่สูสีกันจนกระเด็นออกพ้นทาง ก่อนจะเลี้ยงลูกตรงไปใต้แป้น ส่งลูกชู๊ตในระยะหวังผล...
กึ้งงง!
ไม่ลง! ลูกบาสชนห่วงแล้วกระเด้งออกมา
ในวินาทีนั้นเอง คิบอมที่วิ่งตามมาด้วยความเร็วชนิดที่แม้แต่ซีวอนเองก็คาดไม่ถึง เขาโจนเข้าชิงลูกโดยไม่ทันรอให้มันตกถึงพื้น ก่อนจะกระโดดขึ้นสูง ใช้มือหนึ่งจับยึดห่วงไว้ แล้วยัดลูกบาสลงไปแรงๆ ด้วยมืออีกข้าง
“ดั๊งค์! ยี่สิบแปด สิบหก!”
พร้อมๆ กับที่ตัวเลขสีแดงบนนาฬิกาดิจิต้อลข้างสนามบอกว่าครบยี่สิบนาที หมดเวลาการแข่งแล้ว ซีวอนทรุดทั้งตัวลงนั่งกับพื้นแล้วหอบหนัก
“ฉันแพ้...”
คิบอมเดินไปเก็บลูกแล้วก็ต้องลงมานั่งหอบอยู่กับพื้นเช่นกัน
“ฮั่ก... ฮั่ก... แต่นายเก่งมากเลยนะ”
“...งั้นเหรอ”
“อื้ม เล่นเอาฉันหอบเลยเนี่ย”
“...แต่ก็ยังแพ้” ซีวอนบอกด้วยท่าทางเจ็บใจ
“คราวหน้าแก้ตัวใหม่สิ”
“ไม่แล้ว...” ร่างสูงโปร่งยันตัวเองให้ลุกขึ้นทั้งที่ยังหอบ เขาเดินไปหยิบกระเป๋าที่ข้างสนามขึ้นมาปัดฝุ่น “ฉันตั้งใจจะแข่งกับนายแค่เกมส์นี้เกมส์เดียว แพ้คือแพ้ ชนะคือชนะ ไม่มีการแก้ตัวอีก”
“หมายความว่ายังไง? ทำไมต้องเป็นเกมส์นี้แค่เกมส์เดียว”
“เพราะฉันมั่นใจ ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้ แม้กระทั่งเอาชนะนาย” ซีวอนสะพายกระเป๋าแล้วหันกลับมามองหน้าคู่แข่งตรงๆ “ฉันไม่เคยเล่นบาสแบบจริงจัง แต่ฉันก็ยังคิดว่าจะเอาชนะนายได้ สิ่งเดียวที่ฉันมีคือความมั่นใจ และทุ่มสุดตัว แต่สุดท้าย... หึ! ...มันก็เป็นอย่างที่นายเห็น”
คิบอมลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ทั้งสายตาและการแข่งขันที่จริงจังเมื่อครู่ ซีวอนไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเอาชนะเขาอย่างเอาเป็นเอาตายแบบนั้น นอกเสียจากว่า...
“เพราะทงเฮงั้นเหรอ?”
“....!”
“นายชอบทงเฮใช่รึเปล่า?”
“ฉันไม่จำเป็นต้องบอกนาย”
“แต่ฉันชอบทงเฮ ...ชอบมากด้วย”
ซีวอนกัดฟันแน่น เขากระชับสายสะพายกระเป๋าแล้วหันหลังเดินออกไปจากสนามโดยไม่พูดอะไร แต่คิบอมยังคงพูดต่ออย่างหนักแน่น
“ฉันจะไม่ถอนตัวถึงจะรู้ว่านายเองก็ชอบหมอนั่น! การแข่งขันของเรา มีแต่ทงเฮเท่านั้นที่จะตัดสินได้!”
“ไม่จำเป็น!” ซีวอนหันเพียงเสี้ยวหน้ากลับมาตอบในที่สุด เขาเจ็บใจจนไม่อาจมองหน้าคู่แข่งได้ “ฉันจะไม่รอให้ถึงเวลานั้น ...เพราะฉันไม่อยากแพ้!”
...ไม่อยากแพ้งั้นรึ? ...หมายความว่ายังไงกัน?
คิบอมเปิดก๊อกน้ำแล้วก้มลงวักน้ำขึ้นล้างทั้งหน้าและผม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วสะบัดผมเบาๆ ปล่อยหยดน้ำบางส่วนให้ไหลลงสู่ต้นคอและลาดไหล่แข็งแรง ร่างสูงยืนนิ่งอยู่เหนืออ่างล้างมือ เขาไม่คิดว่าเรื่องมันจะกลายเป็นแบบนี้ ...ซีวอนชอบทงเฮ ทั้งที่รู้สึกอย่างนั้นแต่กลับไม่เคยปริปาก พอมีเขาเข้ามาแทรกก็คงจะอดรู้สึกหวั่นไหวไม่ได้ แต่กระนั้นก็ยังทำวางเฉย ไม่เคยแสดงท่าทีขัดเคืองใจอะไร ...ช่างเป็นคนที่นิ่งเสียจนน่ากลัวจริงๆ
แล้วจู่ๆ คิบอมก็คิดถึงทงเฮขึ้นมา เขารู้สึกใจคอไม่ดีแปลกๆ ทั้งที่เพิ่งเจอกันเมื่อวาน แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกนานก็ไม่รู้
ร่างสูงวักน้ำขึ้นล้างหน้าอีกครั้ง แล้วตั้งใจว่าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเลย เพราะตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว ในบริเวณมหา’ลัยแทบไม่มีคนอยู่ ถ้าช้ากว่านี้ประตูมหา’ลัยอาจจะปิดได้
เสียงน้ำจากก๊อกทำให้เขาไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่เดินเข้ามาทางด้านหลัง
“คิมคิบอม!”
เสียงนั้นเรียกให้เขาหันไป คิบอมที่เพิ่งเงยหน้าขึ้นจากอ่างยังไม่ทันได้ระวังตัวตอนที่วัตถุบางอย่างฟาดผ่านอากาศมาอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย!”
พลั๊วะ!
.
.
.
.
.
เพล้งงง!!
“โอ๊ะ!”
“หว๊า!!! ทงเฮทำอะไรน่ะ!” ร่างเล็กรีบปรี่เข้ามาเมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมงานเผลอทำถาดหลุดมือจนจานใส่ขนมทั้งสองใบตกลงพื้นแตกกระจาย “ทำไมซุ่มซ่ามแบบนี้ เดี๋ยวก็โดนคุณพี่ตัดเงินหรอก”
“โทษที มันหลุดมือน่ะ เดี๋ยวฉันเก็บเอง ...โอ๊ะ!”
“นั่นไงล่ะ โดนบาดเข้าจนได้” รยออุคทำหน้ายุ่ง เขารีบจับมือเพื่อนขึ้นมาดูแล้วทำเสียงดุใส่ “ไปเลยไป ไม่ต้องเก็บแล้ว เดี๋ยวฉันจัดการเอง นายไปล้างไม้ล้างมือแล้วทำแผลเถอะ”
ทงเฮทำหน้าเซ็ง เขาไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นแบบนี้ซักหน่อย แต่ขี้คร้านจะเถียงคนจู้จี้อย่างรยออุค สุดท้ายก็เลยต้องยอมพยักหน้าแล้วลุกขึ้น
“ขอบใจนะ”
ทงเฮยืนเอาหัวพิงกำแพงไว้ตอนที่ล้างมือ วันนี้เขารู้สึกมึนๆ ตั้งแต่เช้า คงเพราะเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ พอนึกถึงเรื่องที่ซีวอนกับคยูฮยอนทะเลาะกันแล้วทงเฮก็ทำหน้ามุ่ย ถลกแขนเสื้อขึ้นมาแล้วเห็นรอยเขียวๆ ที่ข้อมือแล้วก็ต้องถอนใจ ...ไม่เคยเห็นซีวอนเป็นแบบนี้มาก่อน ทั้งเสียงดังแล้วก็ท่าทางน่ากลัวแบบนั้น อดทำให้กลัวไม่ได้เลยจริงๆ
ถอนหายใจอีกครั้งแล้วทงเฮถึงได้ปิดน้ำแล้วค่อยๆ เช็ดมือให้แห้ง กะว่าจะไปหยิบพลาสเตอร์ในล็อคเกอร์มาปิดแผลไว้ก่อน เพราะขี้เกียจใส่ยาให้ยุ่งยาก แต่พอเปิดตู้มาก็เห็นแสงไฟจากหน้าจอมือถือที่เขาปิดเสียงแล้วทิ้งไว้ในล็อคเกอร์ หยิบมาดูถึงได้รู้ว่าเป็นเพื่อนตัวเองโทรมา
“ว่าไงคยูฮยอน”
[ทงเฮ! บ้าจริง ทีหลังหัดพกโทรศัพท์ติดตัวไว้นะ มีเรื่องด่วนก็ติดต่อไม่ได้เลยเนี่ย!]
“ถ้าจะบ่นล่ะก็ แค่นี้นะ”
[เฮ้ยเดี๋ยว! เรื่องสำคัญจริงๆ คิบอมบาดเจ็บ นายรีบมาที่โรง’บาลเดี๋ยวนี้เลย!]
.
.
.
.
.
แน่นอนอยู่แล้วว่าจอมดื้อต้องปฏิเสธ ต่อให้บอกว่าซีเรียสแค่ไหนก็เถอะ แต่ถ้าเป็นเรื่องของคิมคิบอมในตอนนี้ ทงเฮก็แทบจะไม่ยอมรับฟังอะไรทั้งนั้น คยูฮยอนถึงขนาดต้องขู่ว่าจะโทรไปลางานคุณพี่เจ้าของร้านซะให้แล้วรู้รอด นั่นล่ะ ทงเฮถึงได้เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน บอกว่าจะมาอัดเขาที่โรงพยาบาลให้ได้
“บอกไว้ก่อนเลยนะ ว่าถ้าพวกนายคิดจะเล่นตลกอะไรอีก ฉันจะ...!”
“ฉันจะนอนให้นายเหยียบหน้าตรงนี้แหละ!” คยูฮยอนท้าพร้อมยกนิ้วขึ้นชี้หน้าหล่อๆ ของตัวเอง นึกหมั่นไส้เพื่อนตัวเองขึ้นมาตะหงิดๆ มาถึงโรงพยาบาลแล้วยังจะเล่นตัวอยู่ได้ “เข้าไปก่อนแล้วจะทำอะไรกับฉันก็เชิญ”
กระแทกเท้าได้สองทีทงเฮก็ถูกคยูฮยอนดึงแขนให้เดินฝ่ากลุ่มคนที่ยืนออกันอยู่หน้าห้องพักฟื้น เขาเห็นซองมินยืนคุยกับใครอีกสองสามคนด้วยสีหน้าเป็นกังวล แต่ยังไม่ทันจะได้ทักทายกัน คยูฮยอนก็ผลักประตูแล้วดันหลังเขาเข้าไปในห้อง
“นี่คิบอม ดูซิว่าใครมา”
ร่างสูงใหญ่ที่นอนอยู่บนเตียงคนเจ็บค่อยๆ หันมา แล้วคยูฮยอนก็ดันหลังเขาซึ่งหยุดอยู่แค่หน้าประตูเบาๆ เพื่อให้เดินเข้าไปใกล้ พอเห็นผ้าพันแผลบนหัวแล้วทงเฮก็ตกใจเล็กน้อย
“นี่... หัวนาย...”
“...นายเป็นใคร?”
“ห.. ห๊ะ?!” คำถามที่สวนขึ้นมาก่อนทำให้ทงเฮอ้าปากค้าง คยูฮยอนก็พยายามจะจับให้เขาเข้าไปใกล้เตียงให้มากขึ้นอีก
“มองให้ดีๆ สิคิบอม นายรู้จักหมอนี่รึเปล่า?”
สายตาที่ว่างเปล่ามองดูเขาเหมือนคนแปลกหน้า แต่มันยังไม่ทำให้ทงเฮรู้สึกโหวงเหวงได้เท่าประโยคถัดมาของคนเจ็บ
“เรา... รู้จักกันด้วยเหรอ?”
“ว่าไงนะ! ความจำเสื่อมงั้นเหรอ?”
“ชู่ววว~” ซองมินยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากอิ่มบู้ของตัวเอง เตือนเพื่อนให้ลดเสียงลงหน่อย เพราะถึงจะหลบมายืนคุยกันอยู่ตรงระเบียง แต่ยังไงก็ยังอยู่ในเขตโรงพยาบาลอยู่ดี
“ด.. ได้ยังไงน่ะ? หรือว่า... แผลที่หัวนั่น?”
“ถูกตีน่ะสิ ท่าทางจะแรงมากด้วย ยามที่ไปเจอบอกว่าเห็นนอนสลบอยู่ตรงอ่างล้างมือหลังห้องพักนักกีฬา แต่ไม่เห็นคนอื่นอยู่แถวนั้นเลยไม่รู้ว่าใครทำ น่าเจ็บใจนัก! อย่าให้ฉันรู้เชียวนะ!” คยูฮยอนหันไปทุบกำปั้นกับขอบระเบียงเพื่อระบายอารมณ์ เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่คนรักเพื่อนอย่างคยูฮยอนจะเป็นเดือดเป็นแค้น เพราะขนาดซองมินเองที่ว่าใจเย็นก็ยังดูเป็นกังวลไม่น้อย
“คุณหมอบอกว่าอาจเป็นเพราะสมองที่ถูกกระทบกระเทือน ความทรงจำในบางช่วงก็เลยหายไป ฉันลองโทรตามคนในทีมมาเกือบหมด ให้ไล่ชื่อแต่ละคน คิบอมเขาก็จำได้ เว้นแต่พวกเด็กปีหนึ่งที่เข้ามาใหม่ สรุปว่าคิบอมจำเรื่องราวตั้งแต่ขึ้นปีสองมาไม่ได้เลย เพราะงั้นก็เลย...” ซองมินดึงมือเพื่อนร่วมคณะมากุมไว้แล้วบีบเบาๆ “...เลยจำนายไม่ได้ด้วย”
ทงเฮก้มลงมองมือที่ถูกกุมไว้แล้วยืนนิ่ง ...ไม่รู้ว่าลืมอะไรไว้ที่ร้านรึเปล่า ทำไมตัวถึงได้เบาหวิวขนาดนี้นะ
“ทงเฮ นายโอเคนะ?” ซองมินถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย ทงเฮถึงได้เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนทั้งสอง ทำไมตอนนี้เขาถึงรู้สึกเหมือนกำลังถูกมองด้วยสายตาน่าเห็นใจแบบนี้ล่ะ?
“อ.. โอเคสิ! ต้องโอเคอยู่แล้ว” เขาหัวเราะออกมา “หมอนั่นจำอะไรไม่ได้ก็ดี จะได้เลิกมาวุ่นวายกับฉันซักทีไง”
“แน่ใจนะ?”
“แน่สิ”
“แต่หน้านายซีดมากเลยอ่ะทงเฮ”
คนปากแข็งตะปบหน้าด้วยเองด้วยสองมือทันทีที่เพื่อนรักบอกแบบนั้น
“ซ.. ซีดเซิดอะไรเล่า อากาศตรงนี้มันร้อนออก”
คยูฮยอนส่ายหน้าแล้วถอนหายใจเบาๆ เขายื่นมือออกไปจับไหล่เล็กๆ ของเพื่อน
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาตั้งแง่กันนะ คิบอมนอนเจ็บอยู่โน่น สิ่งที่เขาลืมไม่ใช่แค่นาย แต่มันคือช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ลองนึกดูสิว่ามันจะมีผลกระทบยังไงบ้าง”
ทงเฮทำหน้าเบ้แล้วขมวดคิ้วเหมือนจะใช้ความคิด
“ก็... แค่ลืมบางเรื่อง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลย ...ไม่ใช่เหรอ”
“แล้วถ้าระหว่างนั้นมีเรื่องสำคัญที่ห้ามลืมล่ะ แล้วยังเรื่องเรียนอีก ถ้าคิบอมจำสิ่งที่เรียนมาตลอดเทอมที่แล้วไม่ได้เลย แล้วเปิดเทอมหน้านี้เค้าจะทำยังไง”
“ไหนจะเรื่องทีมบาสฯอีก เขาเป็นกัปตันทีมนะ ถ้าเขาลืมการซ้อมที่ผ่านมาทั้งหมด ทักษะใหม่ๆ ที่เรียนรู้ไปก็จำไม่ได้ แล้วทีมมหา’ลัยเราจะเป็นยังไง นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยนะทงเฮ”
ทั้งซองมินและคยูฮยอนต่างก็พูดด้วยสีหน้าเป็นกังวล และนั่นก็ทำให้ทงเฮเริ่มจะวิตกไปด้วย
“แล้ว... ไม่มีวิธีรักษาเลยเหรอ?”
“คุณหมอบอกว่าถ้าดูแลดีๆ คอยเล่าโน่นเล่านี่ให้ฟัง หรือพาไปสถานที่ที่เคยไป เขาอาจจะฟื้นความจำได้เร็วหน่อย”
“อ้อ...” ทงเฮพยักหน้า เหมือนจะถอนหายใจโล่งอกน้อยๆ ด้วย “งั้นก็ไม่เป็นไรมากสินะ”
“เป็นสิ! อีกสองอาทิตย์ก็จะแข่งนัดสำคัญแล้ว จำอะไรไม่ได้แบบนี้เกิดแพ้ขึ้นมาจะทำยังไง แบบนี้ยังจะบอกไม่เป็นไรได้ไงเล่า!”
คยูฮยอนเผลอเสียงดังออกมาจนซองมินต้องรีบเตือนสติด้วยการตีแขนยาวๆ ดังเพี้ยะ พร้อมกับส่งสายตาดุ
ส่วนทงเฮที่จู่ๆ ก็ถูกเพื่อนตวาดใส่ก็ถึงกับอึ้ง ก่อนจะตั้งสติได้แล้วเสียงดังกลับไปบ้าง
“แล้วนายจะมาหงุดหงิดใส่ฉันทำไมเนี่ย! ทำยังกับว่าฉันเป็นคนผิด ฉันไม่ได้เป็นคนตีหัวหมอนั่นซักหน่อย!”
“มันก็...!” คยูฮยอนเกือบลืมตัวอีกแล้ว ดีว่าสายตาดุๆ ของคนน่ารักข้างๆ ทำให้เขาลดเสียงลงได้ “...ก็ตอนนั้นที่โดนนายปาหินใส่ มันอาจจะกระเทือนอยู่แล้วก็ได้ แล้วมาเจอแบบนี้อีก ...ยังไงก็เกี่ยวกับนายอยู่ดีนั่นแหละ”
“บ้าเหอะ! เรื่องอะไรมาโยนให้ฉันล่ะ!” ทงเฮผลักอกเพื่อนอย่างเคืองๆ แล้วทำท่าว่าจะเดินหนี “เชิญนายอยู่ฟื้นความจำให้หมอนั่นไปละกัน ฉันกลับล่ะ”
“เฮ้ยเดี๋ยวดิ! จะใจดำไม่ช่วยกันเลยรึไง”
“ฉันไม่ใช่หมอนะ จะไปช่วยอะไรได้เล่า!”
“แต่นายเป็นคนเดียวในที่นี้ที่หมอนั่นจำไม่ได้” คยูฮยอนดึงมือเล็กๆ ของคนที่กำลังจะเดินหนีไว้ “ถ้าคิดง่ายๆ ว่าความทรงจำที่หายไปก็คือช่วงที่หมอนั่นเจอนาย ในระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง นายไปไหนด้วยกัน ทำอะไรด้วยกัน ถ้านายเป็นคนเล่าแล้วก็พาคิบอมไปตามที่ต่างๆ บางทีหมอนั่นอาจจะ...”
“ลืมไปได้เลย” ทงเฮตอบแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำ
“อะไรเล่า! ช่วยหน่อยไม่ได้รึไง นี่มันชื่อเสียงของมหา’ลัยเชียวนะ”
“แล้วทำไมต้องเป็นฉันด้วยเล่า!”
“นายไม่รู้จริงๆ น่ะเหรอ ว่าคิบอมมันรู้สึกยังไงกับนาย?” คยูฮยอนจับสองไหล่เพื่อน บังคับให้หันมามองหน้ากันตรงๆ “ให้ตายเหอะทงเฮ! ถึงนายจะไม่ค่อยทันคนแต่ก็ไม่ใช่ว่าโง่นะ ที่หมอนั่นคอยตามตื๊อ เทียวมาหาเรื่องแหย่นายอยู่บ่อยๆ นายไม่รู้จริงๆ น่ะเหรอว่าเพราะอะไร?”
คยูฮยอนพูดออกมาซะชัดเจนขนาดนี้ จะให้ทำเป็นตีมึนไม่รับรู้อะไรก็กลัวจะดูโง่จริงๆ อย่างที่เพื่อนว่า รู้หรอกว่าการแข่งครั้งนี้สำคัญแค่ไหน แต่ถ้าให้ทำแบบนั้นจริงๆ มันก็เท่ากับว่าเขาต้องทำทุกอย่างเพื่อให้หมอนั่นจำเรื่องของเขาได้ ทั้งที่ตัวเขาเองยังอยากจะลืม แล้วเรื่องอะไรจะต้องไปบังคับให้หมอนั่นจำให้ได้ด้วยเล่า
คยูฮยอนเลื่อนมือลงมาจับแค่ที่ต้นแขนทั้งสองข้างของเขา แล้วเขย่าเบาๆ
“ขอร้องล่ะนะ เราเหลือเวลาอีกแค่สองอาทิตย์ นายเป็นคนที่หมอนั่นรู้สึกดีด้วย ถ้าเป็นนาย ต้องช่วยให้หมอนั่นจำได้แน่ๆ”
ทงเฮมองหน้าเพื่อนรักแล้วหันไปมองหน้าซองมินที่ยืนอยู่ข้างหลัง กำลังใช้สายตาอ้อนวอนกดดันเขาด้วยกันทั้งคู่ ทำแบบนี้ได้ยังไงกัน นี่มันหมายถึงชีวิตของเขาในอีกสองอาทิตย์ที่เหลือหลังจากนี้ชีวิตเชียวนะ นี่เขาจะต้องคอยไปไหนมาไหนกับตายักษ์ความจำเสื่อมนั่น แล้วก็เล่าเรื่องที่เขาไม่อยากจะจำนักให้ฟัง ไม่เท่ากับว่าเขาต้องกลับไปตัวติดกันกับหมอนั่นอีกแล้วรึไงเนี่ย...
คนตัวเล็กกระแทกเท้าสองทีแล้วสะบัดแขนให้พ้นมือเพื่อน ก่อนจะหันไปฟุบหน้าโอดครวญอยู่กับขอบระเบียง
“ทำไมต้องเป็นฉันด้วยเนี่ย...~”
.
.
.
.
.
คนอื่นๆ กลับกันไปหมดแล้ว คนอื่นๆ ที่ว่าก็มีลูกทีมในชมรมบาสฯหกเจ็ดคน กับอาจารย์คุมทีมอีกหนึ่ง คยูฮยอนบอกให้เขารออยู่ที่นี่ในระหว่างที่ตัวเองไปส่งซองมินที่บ้าน แล้วเดี๋ยวจะกลับมารับ ตอนนั้นสมองของทงเฮว่างเปล่าไปหมด กำลังนอยด์เรื่องที่ถูกบังคับแกมขอร้องให้ต้องรับปากทำอะไรที่ไม่อยากทำอยู่แล้วด้วย ก็เลยพยักหน้าเออออไป พอมานึกขึ้นได้ตอนนี้ก็คิดว่าน่าจะกลับบ้านไปซะ คยูฮยอนใจร้ายชะมัดที่ปล่อยให้เขานั่งรออยู่หน้าห้องพักฟื้นแบบนี้ ...มันรู้สึกแปลกๆ ยังไงไม่รู้ แต่จะให้เข้าไปรอให้ห้องก็คงยิ่งแปลก ก็คิบอมน่ะ ...จำเขาไม่ได้ซักหน่อย
“อ้าวทงเฮ ยังไม่กลับเหรอจ๊ะ?” ตัวเล็กๆ ถึงกับสะดุ้ง เพราะมัวแต่คิดอะไรเพลินๆ คุณแม่ของคิบอมเปิดประตูห้องออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“ค.. ครับคุณป้า สวัสดีครับ” ทงเฮโค้มศีรษะให้คุณป้าใจดีของเขา ตอนแรกที่มาถึงก็ยังไม่ได้ทักทายกัน เพราะเหมือนคุณป้ากำลังคุยกับคุณหมออยู่ “พอดี... คยูฮยอนบอกให้รอ...”
“งั้นก็เข้าไปรอในห้องสิจ๊ะ ป้ากำลังจะลงไปซื้อผลไม้ เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนพ่อตัวโตเขาหน่อยนะ”
“ต.. แต่ว่า...”
“ฝากหน่อยนะจ๊ะ เขาเจ็บหัวอยู่ คงจะหยิบจับอะไรไม่ถนัด” ถูกผู้ใหญ่ขอร้องแบบนี้ ยิ่งเป็นคุณป้าใจดีที่อุตส่าห์ช่วยดูแลเขาตอนที่ไม่สบายด้วยแล้วล่ะก็ ทงเฮก็เลยไม่กล้าจะปฏิเสธ
“งั้นก็.. ครับ.. ได้ครับ”
ทงเฮเปิดประตูแล้วเดินเข้ามาในห้องช้าๆ ร่างสูงใหญ่บนเตียงขยับลุกขึ้นนั่งทันทีเมื่อเห็นคนเยี่ยม ใบหน้าคมเข้มระบายยิ้มบางเบา
“หวัดดี”
“อื้อ” ทงเฮพยักหน้า เขาหยุดยืนอยู่ห่างจากเตียงประมาณสามก้าว ยกนิ้วขึ้นชี้หน้าตัวเองช้าๆ “นาย.. จำฉันได้มั้ย?”
“จำได้สิ”
“ห.. ห๊ะ?!”
“ทงเฮ ที่เป็นเพื่อนกับคยูฮยอนไง”
ตัวเล็กๆ รีบถลาเข้ามาเกาะขอบเตียงอย่างลืมตัว
“น.. นี่แสดงว่า... นายไม่ได้...!”
“นายเข้ามาเมื่อเย็นนี้ แล้วก็รีบกลับออกไป แต่ฉันว่าฉันจำไม่ผิดนะ ทงเฮ... ลีทงเฮ... ใช่มั้ย?”
แต่แล้วทงเฮก็ต้องอ้าปากค้าง ตอนแรกนึกว่าคิบอมจะจำได้แล้วซะอีก ที่ไหนได้...
“เอ่อ... ช.. ใช่แหละ”
คนที่ถูกลืมทำหน้าม่อย เอาแต่ก้มหน้ามองมือตัวเองที่ขัดกันไปมาอยู่ตรงขอบเตียงคนเจ็บ กระทั่งเสียงทุ้มถามขึ้น
“นายไม่ใช่ลูกทีมใหม่ที่เพิ่งเข้ามาใช่มั้ย?”
“...เปล่า”
“เราเรียนคณะเดียวกันรึเปล่า?”
“....” ทงเฮส่ายหน้า
“งั้นเรารู้จักกันได้ยังไง... ขอโทษเถอะนะ ฉันจำอะไรไม่ค่อยได้ บางทีเราอาจจะเพิ่งรู้จักกัน เพราะงั้น... นายโกรธรึเปล่า?”
“ห.. ห๊ะ?! ...เปล่านี่” ปฏิเสธพร้อมส่ายหัวรัวเร็ว
“งั้นเหรอ เห็นนายเอาแต่เงียบฉันก็คิดว่าโกรธ”
ทงเฮยิ้มเจื่อนๆ แล้วเสเบือนหน้าไปทางอื่นแทน ก็คนมันจำไม่ได้นี่นะ จะให้โกรธยังไงได้
“เรา... ไม่ได้เป็นแฟนกันใช่มั้ย”
“ห.. ห๊ะ?!” เจอถามแบบนี้แล้วยิ่งตกใจกว่า “พ.. พูดบ้าๆ! เราสองคน...! เอ่อ ฉันจะไปเป็นแฟนนายได้ไงเล่า!”
“ค่อยยังชั่วหน่อย ก็นายเอาแต่ทำหน้าบึ้ง ฉันก็นึกว่าฉันทำอะไรผิด ถ้านายเป็นแฟนฉันแล้วฉันจำนายไม่ได้เนี่ย แย่เลยนะ”
คิบอมบอกแล้วยิ้มน้อยๆ แค่นั้นก็ทำเอาทงเฮรู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้า จนต้องยกมือขึ้นมาตบแก้มตัวเองเบาๆ ตอนนั้นเองที่คนบนเตียงสังเกตเห็นพลาสเตอร์ที่ปลายนิ้วน้อยๆ
“นิ้วนายไปโดนอะไรมาน่ะ?”
“อะ.. อ๋อ ฉันซุ่มซ่ามทำจานแตกแล้วก็เลยโดนบาดน่ะ”
“เจ็บมั้ย? ขอฉันดูหน่อย”
“ไม่หรอก แผลแค่นี้น่ะ...” ทงเฮส่ายหน้าว่าไม่เป็นอะไร แต่คนถามกลับจับมือเขาแล้วดึงเข้าไปใกล้ๆ ใบหน้าคมเข้มแลดูจริงจังตอนที่มองสำรวจปลายนิ้วของเขาอย่างเอาใจใส่ ก่อนจะยิ้มแล้วเป่าลมเบาๆ
“เพี้ยง... หายเร็วๆ นะ”
คนเยี่ยมไข้พูดอะไรไม่ออก รู้สึกร้อนไปทั้งหน้าทั้งคอจนถึงปลายนิ้ว ค่อยๆ ดึงมือตัวเองกลับแล้วก็ก้มหน้างุดอย่างไม่รู้จะทำอะไร นี่ถ้าไม่ติดว่าคิบอมความจำเสื่อมอยู่ เขาคงคิดว่าตัวเองถูกแกล้งอีกแล้วแน่ๆ
คิบอมมองคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างเตียงแล้วก็ยิ้มเงียบๆ ก่อนที่เรียวคิ้วเข้มจะขมวดน้อยๆ
“ฉัน... เคยทำแบบนี้ให้นายมาก่อนรึเปล่า?”
ทงเฮขยับปากเหมือนจะตอบ แต่แล้วก็กลับเงียบ เขามองหน้าคิบอมด้วยความรู้สึกแปลกๆ ...เหมือนวูบๆ ...เหมือนใจมันหายๆ
...เคยสิ ...นายเคยทำแผลให้ฉันตอนที่เดินชนต้นไม้ไง ...จำไม่ได้เลยเหรอคิบอม?
Author: Mondaymay
Staring: Super Junior (12/9, 13/7)
Rating: PG-13
Genre: Yaoi, A/U, Romantic-Comady
Warning: นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการส่วนบุคคล และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรักและความสัมพันธ์ระหว่างชายและชาย โดยการขอใช้ชื่อบุคคลและลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลที่มีอยู่จริง เพื่อเพิ่มสีสันให้กับเนื้อเรื่องเท่านั้น โดยไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหายทั้งสิ้น หากนิยายเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ท่านไม่พึงประสงค์ ไม่ชอบ หรือรังเกียจ กรุณาปิดหน้านี้ลงเสียด้วยความสงบ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือค่ะ ^^
.............................
Part XXI: ลืม...?
ชเวซีวอนเกลียดความพ่ายแพ้
ตั้งแต่เกิดจนโต เขามีพร้อมทุกอย่าง ...ทุกอย่างที่บุตรชายเพียงคนเดียวของนักธุรกิจใหญ่ ผู้กุมอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศเกาหลีไว้ด้วยธุรกิจในเครือหลายแขนงพึงมี เขาได้มันมาโดยไม่ต้องร้องขอ มันมากเกินความต้องการของเด็กคนหนึ่งด้วยซ้ำ
แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ซีวอนแพ้ไม่เป็น เขาไม่เคยสนใจอะไรที่ได้มาง่ายๆ ...ตรงกันข้าม ซีวอนจะทุ่มสุดตัวและแลกทุกอย่างกับอะไรก็ตามที่ตัวเองต้องการ โดยไม่สนว่าต้องใช้วิธีการไหน อาจจะเป็นบุคลิกที่ดูรุนแรง แต่ซีวอนมั่นใจว่ามันเป็นวิธีที่ ‘แฟร์’ ที่สุด
เพราะผู้ชนะเท่านั้นที่จะได้ทุกอย่าง!
...แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น แน่นอนว่าซีวอนไม่เคยต้องใช้ความพยายามหรือแข่งขันกับใครเพื่อที่จะมีเพื่อนซักคน ผู้คนมากมายที่รายล้อมมีแต่อยากจะเข้าใกล้เด็กหนุ่มอย่างเขา และซีวอนก็ไม่เคยปฏิเสธไมตรีเหล่านั้น เพียงแต่สำหรับเขาแล้ว ...มีแค่ไม่กี่คนที่เรียกได้ว่าเป็น ‘เพื่อน’ อย่างแท้จริง
โจคยูฮยอนคือหนึ่งในนั้น เพื่อนต่างโรงเรียนที่ทะเล่อทะล่าเข้ามาตอนที่เขากำลังมีเรื่องกับพวกรุ่นพี่อันธพาลตอนมาสอบคัดเลือกเข้ามัธยมปลาย แล้วยังดันทุรังยืนฝั่งเดียวกับเขา ชกต่อยกับคนพวกนั้นทั้งที่อยู่ในสภาพถูกรุมแบบหกต่อสองจนสะบักสะบอมไปด้วยกันทั้งคู่ ร่างสูงโปร่งที่บ้าบิ่นคนนี้คือเพื่อนคนแรกในชีวิตมัธยมปลายของเขา
...และใครอีกคนที่ได้เจอหลังจากนั้น ...คนที่กลายมาเป็นเพื่อน ...และเป็นคนสำคัญที่เขาไม่อาจสูญเสียได้
ทงเฮ...
...ลีทงเฮของฉัน
.
.
.
“นี่ไงทงเฮ เพื่อนใหม่ที่ฉันบอก เขาชื่อ...”
“ฉันหิวข้าวแทบตาย นายหายไปไหนมาเนี่ย!” เจ้าของร่างเล็กตวาดสวนขึ้นมาอย่างไม่รอให้คยูฮยอนพูดจบด้วยซ้ำ แถมยังไม่ได้สนใจว่ามีร่างสูงโปร่งแปลกหน้าอีกคนที่อยู่ที่นั่นด้วย
“เดี๋ยวก่อนสิ ฟังก่อน! ฉันแค่อยากให้นายรู้จัก หมอนี่ชื่อ...!”
“ฉันหิวข้าววววว!!” คราวนี้เล่นปีนขึ้นไปบนเก้าอี้แล้วตะโกนเสียงดังใส่หน้าซะจนคยูฮยอนแทบหงายหลัง ก่อนจะโดดแผล็วลงมาแล้วสะบัดตัวเดินหนีไปทันที
ซีวอนมองคนตัวเล็กอึ้งๆ ความจริงวันนี้คยูฮยอนบอกว่าจะพาเขามาแนะนำให้เพื่อนสนิทอีกคนรู้จักตอนพักกลางวัน แต่วันนี้อาจารย์สอนเกินเวลาไปหน่อย เขาก็เลยมาช้า ไม่คิดว่าเพื่อนสนิทของคยูฮยอนจะโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงขนาดนี้
“เดี๋ยวสิทงเฮ ฉันขอโทษ!” คยูฮยอนพอตั้งสติได้จากอาการมึนเพราะถูกตะโกนใส่หน้า ก็รีบวิ่งตาไปดึงแขนเพื่อนไว้ “อย่าโกรธเลยนะ ช้าไปนิดเดียวเอง”
“นิดเดียวที่ไหน! นี่มันตั้งสิบห้านาทีแล้วนะ!”
“โอเค ฉันขอโทษ ขอโทษสิบห้าครั้งเลยก็ได้เอ้า” คยูฮยอนแทบจะต้องยกมือไหว้ กว่าที่คนขี้หงุดหงิดจะยอมหยุดฟัง “ฉันแค่อยากให้นายรู้จักเพื่อนใหม่ นี่ไงคนนี้ เขาชื่อชเวซีวอน นี่ลีทงเฮนะ เพื่อนฉันเอง”
ดวงตาที่น่าจะใสแจ๋วกว่านี้หากไม่ถูกกลบด้วยความขุ่นมัวเสียก่อน หันมามองเขาเป็นครั้งแรก ซีวอนเองก็มองตอบเช่นกัน อันที่จริง... เขาก็มองคนตัวเล็กคนนี้มาตั้งแต่แรก อาจเป็นเพราะทั้งเขาทั้งคยูฮยอนต่างก็สูงไล่เลี่ยกัน คนตัวเล็ก... ลีทงเฮคนนี้ก็เลยเหมือนจะยิ่งตัวเล็กไปใหญ่ ผิวกายขาวสะอาด กลางแสงแดดอย่างนี้ยิ่งดูสว่างไสวด้วยซ้ำ ใบหน้าอ่อนใสนั่นก็อีก ถ้าไม่ติดว่าบึ้งตึงไปนิด ตอนยิ้มคงจะน่ารักไม่น้อย
ดูแล้วก็น่ารัก น่าทะนุถนอม ...เหมือนตุ๊กตาไม่มีผิด
แต่ท่าทางจะเจ้าอารมณ์ได้ที่อยู่ ก็ขนาดคยูฮยอนยังต้องราบคาบขนาดนั้น ไม่เหลือเค้าคนใจกล้าที่บุกเดี่ยวเข้าไปช่วยเขาจากวงล้อมรุ่นพี่นักเลงโตพวกนั้นเลยซักนิด
ระหว่างที่ซีวอนแช่สายตาที่ร่างเล็กอย่างสนอกสนใจ อีกฝ่ายก็จ้องเขาไม่วางตาเช่นกัน ต่างกันก็แค่... ดวงหน้าขาวใสนั้นเรียบเฉยราวกับร่างสูงโปร่งตรงหน้าเป็นแค่อากาศธาตุ ซีวอนจึงเลือกที่จะส่งยิ้มทักทายให้ก่อน...
“แล้วจะไปกินข้าวกันได้รึยัง ฉันหิวจนไส้จะขาดแล้วนะ!”
นั่นยังไม่ทันที่ซีวอนจะได้เอ่ยทักทายอะไรด้วยซ้ำ คนขี้หงุดหงิดก็ขัดขึ้นมา เมินหน้าจากเขาแล้วหันไปคาดคั้นเพื่อนตัวสูงของตัวเองแทน ถึงน้ำเสียงจะไม่ได้กราดเกรี้ยวเหมือนตอนแรก แต่ก็ฟังรู้ว่ายังไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
“ก็.. ก็ไปสิ หิวก็ไปกัน ไปด้วยกันนะซีวอน” คยูฮยอนยังอุตส่าห์มีแก่ใจหันมาชวน บรรยากาศดูเหมือนจะน่าอึดอัด และซีวอนเองก็คิดว่าน่าจะปฏิเสธ
เพราะทั้งสายตาและท่าทางที่บ่งบอกว่าไม่สนใจเขาซักนิด ซีวอนไม่เคยถูกเมินขนาดนี้มาก่อน ไหนจะท่าทางเอาแต่ใจตัวเองเหมือนเด็กๆ ขี้โวยวาย ชอบใช้กำลัง ...ไม่น่าคบเลยซักนิด
...แต่ทำไมเขาไม่อาจละสายตาจากดวงตากลมโตคู่นั้นได้ ...เขาอยากทำให้ใบหน้าใสๆ นั่นระบายรอยยิ้มน่ารักๆ มากกว่าบึ้งตึงแบบนี้ ...อยากให้คนตัวเล็กมาคอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ...คอยกวนใจ ออดอ้อนเขาว่าอยากได้นั่นนี่ ซีวอนรู้ว่าเขาไม่ชอบง้อใคร แต่เขาคิดว่าทำได้ ...ถ้าใครคนนั้นคือลีทงเฮคนนี้
คยูฮยอนยังคงรอคำตอบจากเขา ในขณะที่คนหิวข้าวเดินจ้ำอ้าวไปก่อนแล้ว ซีวอนยิ้มแล้วพยักหน้าในที่สุด
“ไปสิ”
.
.
.
นายเป็นของฉัน ...ทงเฮ
ฉันจะไม่ยอมแพ้... ไม่มีทางยกนายให้หมอนั่นเด็ดขาด!
.
.
.
.
.
กึ้ง!
ซวบบบ!
“...สี่สิบเก้า”
พึมพำตัวเลขเบาๆ แล้วคิบอมก็วิ่งไปเก็บลูกบาสที่เด้งกระดอนอยู่ใต้แป้น เดาะเลี้ยงกับพื้นกลับมาจนถึงจุดสามแต้ม แล้วตั้งท่าเล็งชู๊ตอีกครั้ง
ซวบบบ!
“...ห้าสิบ! ฟู่วว...” เขาก้มลงยันมือไว้กับเข่าแล้วก็หอบฮั่ก แม้จะออกกำลังกายอย่างหนักอยู่ทุกวัน แต่เพราะช่วงนี้ยังไม่พ้นหน้าหนาว มวลอากาศแห้งๆ ทำให้เขาหายใจลำบาก คิบอมอยู่ในท่านั้นซักพักก่อนจะยืดตัวขึ้นแล้วสูดหายใจแรงๆ เขามองลูกบาสที่ยังกระเด้งต่ำๆ อยู่กับพื้นใต้แป้นบาสฯ และกำลังจะวิ่งเข้าไปเก็บมัน ตอนนั้นเองที่ร่างสูงโปร่งเดินช้าๆ เข้ามาในสนาม ตรงเข้าไปเก็บลูกบาสขึ้นมาหมุนเล่นบนนิ้วมือ
คิบอมหยุดยืนมองผู้มาใหม่ที่วางกระเป๋าใบเขื่องลงบนพื้นใต้แป้น ก่อนจะเดาะลูกบาสฯกับพื้น
“ยังมีแรงเหลือพอแข่งกับฉันซักเกมส์มั้ย?”
“ฮึ่ย!” คิบอมอาศัยร่างกายที่แข็งแกร่งกว่า เป็นกำบังไม่ให้ซีวอนชิงลูกไปได้ ดวงตาของเขาเฉียบคมพอจะไหวทันไม่ว่าซีวอนจะเข้ามาจากทางไหน ในขณะที่ฝ่ายท้าดวลเองก็ตามติดไม่ลดละ จนแม้จะแย่งลูกจากกัปตันทีมคนเก่งมาไม่ได้ แต่คิบอมเองก็ไม่สามารถหลุดรอดเพื่อนำลูกไปทำคะแนนได้เช่นกัน
“ไม่ต้องออมมือให้ก็ได้นะ”
คิบอมกัดฟันแน่นเพราะถูกสบประมาท ก่อนจะเหวี่ยงตัวอย่างรวดเร็วเพื่อให้หลุดจากการเกาะติดของอีกฝ่าย แล้วเลี้ยงลูกอย่างรวดเร็วก่อนจะเล็งชู๊ตในระยะสองแต้มยังแม่นยำ
“สิบสี่ สิบ!” เขาขานคะแนนด้วยตัวเอง ก่อนจะส่งลูกให้คู่แข่งเพื่อเริ่มคะแนนใหม่อย่างไม่ออมแรง
ปึ้ก!
“แฮ่ก... แฮ่ก... นายแข็งกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะ”
“แฮ่ก... คิดว่าลูกคนรวยอย่างฉันจะเล่นกีฬาไม่ได้เรื่องสินะ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” คิบอมไม่ได้พูดต่อ ว่าที่จริงแล้วทั้งรูปร่างและพลังกำลังของซีวอน สามารถเป็นตัวจริงของทีมมหา’ลัยได้เลยด้วยซ้ำ “...แค่ไม่คิดว่านายจะเอาจริงขนาดนี้”
“ฉันจริงจังกับทุกเรื่องเสมอ” ซีวอนเลี้ยงลูกกลับไปเริ่มต้นที่เส้นกลางสนาม สายตาของเขาจ้องมองแค่เพียงแป้นบาสฯ ซึ่งต้องผ่านปราการแข็งแกร่งอย่างคิมคิบอมไปให้ได้เสียก่อน เขาจึงจะทำคะแนนตีตื้นได้ ซีวอนกัดฟันแน่น “เกมส์นี้ก็เหมือนกัน ฉันไม่ยอมแพ้นายแน่!”
เกมส์สตรีทบาสแบบตัวต่อตัวยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด กินเวลาเกือบยี่สิบนาทีตอนที่คิบอมทำคะแนนทิ้งห่างไปกว่าสิบแต้ม แต่ซีวอนยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้ เขาทุ่มสุดแรงเพื่อขัดขวางคิบอมไม่ให้ทำคะแนนนำไปมากกว่านี้ ในขณะที่ตัวเขาเอง ก็ไม่อาจหลุดรอดจากการป้องกันที่แข็งแกร่งของอีกฝ่ายได้เช่นกัน
กระทั่งเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งนาทีก่อนที่เกมส์จะจบ ซีวอนยังเป็นฝ่ายครองลูกแต่ไม่อาจทำคะแนนได้ ทั้งที่แป้นบาสฯก็อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว คิบอมไม่เปิดโอกาสให้เขาแม้ในนาทีสุดท้าย
แต่เขาจะแพ้ไม่ได้!
ซีวอนตัดสินใจใช้ลำตัวกระแทกร่างที่สูงใหญ่สูสีกันจนกระเด็นออกพ้นทาง ก่อนจะเลี้ยงลูกตรงไปใต้แป้น ส่งลูกชู๊ตในระยะหวังผล...
กึ้งงง!
ไม่ลง! ลูกบาสชนห่วงแล้วกระเด้งออกมา
ในวินาทีนั้นเอง คิบอมที่วิ่งตามมาด้วยความเร็วชนิดที่แม้แต่ซีวอนเองก็คาดไม่ถึง เขาโจนเข้าชิงลูกโดยไม่ทันรอให้มันตกถึงพื้น ก่อนจะกระโดดขึ้นสูง ใช้มือหนึ่งจับยึดห่วงไว้ แล้วยัดลูกบาสลงไปแรงๆ ด้วยมืออีกข้าง
“ดั๊งค์! ยี่สิบแปด สิบหก!”
พร้อมๆ กับที่ตัวเลขสีแดงบนนาฬิกาดิจิต้อลข้างสนามบอกว่าครบยี่สิบนาที หมดเวลาการแข่งแล้ว ซีวอนทรุดทั้งตัวลงนั่งกับพื้นแล้วหอบหนัก
“ฉันแพ้...”
คิบอมเดินไปเก็บลูกแล้วก็ต้องลงมานั่งหอบอยู่กับพื้นเช่นกัน
“ฮั่ก... ฮั่ก... แต่นายเก่งมากเลยนะ”
“...งั้นเหรอ”
“อื้ม เล่นเอาฉันหอบเลยเนี่ย”
“...แต่ก็ยังแพ้” ซีวอนบอกด้วยท่าทางเจ็บใจ
“คราวหน้าแก้ตัวใหม่สิ”
“ไม่แล้ว...” ร่างสูงโปร่งยันตัวเองให้ลุกขึ้นทั้งที่ยังหอบ เขาเดินไปหยิบกระเป๋าที่ข้างสนามขึ้นมาปัดฝุ่น “ฉันตั้งใจจะแข่งกับนายแค่เกมส์นี้เกมส์เดียว แพ้คือแพ้ ชนะคือชนะ ไม่มีการแก้ตัวอีก”
“หมายความว่ายังไง? ทำไมต้องเป็นเกมส์นี้แค่เกมส์เดียว”
“เพราะฉันมั่นใจ ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้ แม้กระทั่งเอาชนะนาย” ซีวอนสะพายกระเป๋าแล้วหันกลับมามองหน้าคู่แข่งตรงๆ “ฉันไม่เคยเล่นบาสแบบจริงจัง แต่ฉันก็ยังคิดว่าจะเอาชนะนายได้ สิ่งเดียวที่ฉันมีคือความมั่นใจ และทุ่มสุดตัว แต่สุดท้าย... หึ! ...มันก็เป็นอย่างที่นายเห็น”
คิบอมลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ทั้งสายตาและการแข่งขันที่จริงจังเมื่อครู่ ซีวอนไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเอาชนะเขาอย่างเอาเป็นเอาตายแบบนั้น นอกเสียจากว่า...
“เพราะทงเฮงั้นเหรอ?”
“....!”
“นายชอบทงเฮใช่รึเปล่า?”
“ฉันไม่จำเป็นต้องบอกนาย”
“แต่ฉันชอบทงเฮ ...ชอบมากด้วย”
ซีวอนกัดฟันแน่น เขากระชับสายสะพายกระเป๋าแล้วหันหลังเดินออกไปจากสนามโดยไม่พูดอะไร แต่คิบอมยังคงพูดต่ออย่างหนักแน่น
“ฉันจะไม่ถอนตัวถึงจะรู้ว่านายเองก็ชอบหมอนั่น! การแข่งขันของเรา มีแต่ทงเฮเท่านั้นที่จะตัดสินได้!”
“ไม่จำเป็น!” ซีวอนหันเพียงเสี้ยวหน้ากลับมาตอบในที่สุด เขาเจ็บใจจนไม่อาจมองหน้าคู่แข่งได้ “ฉันจะไม่รอให้ถึงเวลานั้น ...เพราะฉันไม่อยากแพ้!”
...ไม่อยากแพ้งั้นรึ? ...หมายความว่ายังไงกัน?
คิบอมเปิดก๊อกน้ำแล้วก้มลงวักน้ำขึ้นล้างทั้งหน้าและผม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วสะบัดผมเบาๆ ปล่อยหยดน้ำบางส่วนให้ไหลลงสู่ต้นคอและลาดไหล่แข็งแรง ร่างสูงยืนนิ่งอยู่เหนืออ่างล้างมือ เขาไม่คิดว่าเรื่องมันจะกลายเป็นแบบนี้ ...ซีวอนชอบทงเฮ ทั้งที่รู้สึกอย่างนั้นแต่กลับไม่เคยปริปาก พอมีเขาเข้ามาแทรกก็คงจะอดรู้สึกหวั่นไหวไม่ได้ แต่กระนั้นก็ยังทำวางเฉย ไม่เคยแสดงท่าทีขัดเคืองใจอะไร ...ช่างเป็นคนที่นิ่งเสียจนน่ากลัวจริงๆ
แล้วจู่ๆ คิบอมก็คิดถึงทงเฮขึ้นมา เขารู้สึกใจคอไม่ดีแปลกๆ ทั้งที่เพิ่งเจอกันเมื่อวาน แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกนานก็ไม่รู้
ร่างสูงวักน้ำขึ้นล้างหน้าอีกครั้ง แล้วตั้งใจว่าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเลย เพราะตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว ในบริเวณมหา’ลัยแทบไม่มีคนอยู่ ถ้าช้ากว่านี้ประตูมหา’ลัยอาจจะปิดได้
เสียงน้ำจากก๊อกทำให้เขาไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่เดินเข้ามาทางด้านหลัง
“คิมคิบอม!”
เสียงนั้นเรียกให้เขาหันไป คิบอมที่เพิ่งเงยหน้าขึ้นจากอ่างยังไม่ทันได้ระวังตัวตอนที่วัตถุบางอย่างฟาดผ่านอากาศมาอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย!”
พลั๊วะ!
.
.
.
.
.
เพล้งงง!!
“โอ๊ะ!”
“หว๊า!!! ทงเฮทำอะไรน่ะ!” ร่างเล็กรีบปรี่เข้ามาเมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมงานเผลอทำถาดหลุดมือจนจานใส่ขนมทั้งสองใบตกลงพื้นแตกกระจาย “ทำไมซุ่มซ่ามแบบนี้ เดี๋ยวก็โดนคุณพี่ตัดเงินหรอก”
“โทษที มันหลุดมือน่ะ เดี๋ยวฉันเก็บเอง ...โอ๊ะ!”
“นั่นไงล่ะ โดนบาดเข้าจนได้” รยออุคทำหน้ายุ่ง เขารีบจับมือเพื่อนขึ้นมาดูแล้วทำเสียงดุใส่ “ไปเลยไป ไม่ต้องเก็บแล้ว เดี๋ยวฉันจัดการเอง นายไปล้างไม้ล้างมือแล้วทำแผลเถอะ”
ทงเฮทำหน้าเซ็ง เขาไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นแบบนี้ซักหน่อย แต่ขี้คร้านจะเถียงคนจู้จี้อย่างรยออุค สุดท้ายก็เลยต้องยอมพยักหน้าแล้วลุกขึ้น
“ขอบใจนะ”
ทงเฮยืนเอาหัวพิงกำแพงไว้ตอนที่ล้างมือ วันนี้เขารู้สึกมึนๆ ตั้งแต่เช้า คงเพราะเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ พอนึกถึงเรื่องที่ซีวอนกับคยูฮยอนทะเลาะกันแล้วทงเฮก็ทำหน้ามุ่ย ถลกแขนเสื้อขึ้นมาแล้วเห็นรอยเขียวๆ ที่ข้อมือแล้วก็ต้องถอนใจ ...ไม่เคยเห็นซีวอนเป็นแบบนี้มาก่อน ทั้งเสียงดังแล้วก็ท่าทางน่ากลัวแบบนั้น อดทำให้กลัวไม่ได้เลยจริงๆ
ถอนหายใจอีกครั้งแล้วทงเฮถึงได้ปิดน้ำแล้วค่อยๆ เช็ดมือให้แห้ง กะว่าจะไปหยิบพลาสเตอร์ในล็อคเกอร์มาปิดแผลไว้ก่อน เพราะขี้เกียจใส่ยาให้ยุ่งยาก แต่พอเปิดตู้มาก็เห็นแสงไฟจากหน้าจอมือถือที่เขาปิดเสียงแล้วทิ้งไว้ในล็อคเกอร์ หยิบมาดูถึงได้รู้ว่าเป็นเพื่อนตัวเองโทรมา
“ว่าไงคยูฮยอน”
[ทงเฮ! บ้าจริง ทีหลังหัดพกโทรศัพท์ติดตัวไว้นะ มีเรื่องด่วนก็ติดต่อไม่ได้เลยเนี่ย!]
“ถ้าจะบ่นล่ะก็ แค่นี้นะ”
[เฮ้ยเดี๋ยว! เรื่องสำคัญจริงๆ คิบอมบาดเจ็บ นายรีบมาที่โรง’บาลเดี๋ยวนี้เลย!]
.
.
.
.
.
แน่นอนอยู่แล้วว่าจอมดื้อต้องปฏิเสธ ต่อให้บอกว่าซีเรียสแค่ไหนก็เถอะ แต่ถ้าเป็นเรื่องของคิมคิบอมในตอนนี้ ทงเฮก็แทบจะไม่ยอมรับฟังอะไรทั้งนั้น คยูฮยอนถึงขนาดต้องขู่ว่าจะโทรไปลางานคุณพี่เจ้าของร้านซะให้แล้วรู้รอด นั่นล่ะ ทงเฮถึงได้เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน บอกว่าจะมาอัดเขาที่โรงพยาบาลให้ได้
“บอกไว้ก่อนเลยนะ ว่าถ้าพวกนายคิดจะเล่นตลกอะไรอีก ฉันจะ...!”
“ฉันจะนอนให้นายเหยียบหน้าตรงนี้แหละ!” คยูฮยอนท้าพร้อมยกนิ้วขึ้นชี้หน้าหล่อๆ ของตัวเอง นึกหมั่นไส้เพื่อนตัวเองขึ้นมาตะหงิดๆ มาถึงโรงพยาบาลแล้วยังจะเล่นตัวอยู่ได้ “เข้าไปก่อนแล้วจะทำอะไรกับฉันก็เชิญ”
กระแทกเท้าได้สองทีทงเฮก็ถูกคยูฮยอนดึงแขนให้เดินฝ่ากลุ่มคนที่ยืนออกันอยู่หน้าห้องพักฟื้น เขาเห็นซองมินยืนคุยกับใครอีกสองสามคนด้วยสีหน้าเป็นกังวล แต่ยังไม่ทันจะได้ทักทายกัน คยูฮยอนก็ผลักประตูแล้วดันหลังเขาเข้าไปในห้อง
“นี่คิบอม ดูซิว่าใครมา”
ร่างสูงใหญ่ที่นอนอยู่บนเตียงคนเจ็บค่อยๆ หันมา แล้วคยูฮยอนก็ดันหลังเขาซึ่งหยุดอยู่แค่หน้าประตูเบาๆ เพื่อให้เดินเข้าไปใกล้ พอเห็นผ้าพันแผลบนหัวแล้วทงเฮก็ตกใจเล็กน้อย
“นี่... หัวนาย...”
“...นายเป็นใคร?”
“ห.. ห๊ะ?!” คำถามที่สวนขึ้นมาก่อนทำให้ทงเฮอ้าปากค้าง คยูฮยอนก็พยายามจะจับให้เขาเข้าไปใกล้เตียงให้มากขึ้นอีก
“มองให้ดีๆ สิคิบอม นายรู้จักหมอนี่รึเปล่า?”
สายตาที่ว่างเปล่ามองดูเขาเหมือนคนแปลกหน้า แต่มันยังไม่ทำให้ทงเฮรู้สึกโหวงเหวงได้เท่าประโยคถัดมาของคนเจ็บ
“เรา... รู้จักกันด้วยเหรอ?”
“ว่าไงนะ! ความจำเสื่อมงั้นเหรอ?”
“ชู่ววว~” ซองมินยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากอิ่มบู้ของตัวเอง เตือนเพื่อนให้ลดเสียงลงหน่อย เพราะถึงจะหลบมายืนคุยกันอยู่ตรงระเบียง แต่ยังไงก็ยังอยู่ในเขตโรงพยาบาลอยู่ดี
“ด.. ได้ยังไงน่ะ? หรือว่า... แผลที่หัวนั่น?”
“ถูกตีน่ะสิ ท่าทางจะแรงมากด้วย ยามที่ไปเจอบอกว่าเห็นนอนสลบอยู่ตรงอ่างล้างมือหลังห้องพักนักกีฬา แต่ไม่เห็นคนอื่นอยู่แถวนั้นเลยไม่รู้ว่าใครทำ น่าเจ็บใจนัก! อย่าให้ฉันรู้เชียวนะ!” คยูฮยอนหันไปทุบกำปั้นกับขอบระเบียงเพื่อระบายอารมณ์ เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่คนรักเพื่อนอย่างคยูฮยอนจะเป็นเดือดเป็นแค้น เพราะขนาดซองมินเองที่ว่าใจเย็นก็ยังดูเป็นกังวลไม่น้อย
“คุณหมอบอกว่าอาจเป็นเพราะสมองที่ถูกกระทบกระเทือน ความทรงจำในบางช่วงก็เลยหายไป ฉันลองโทรตามคนในทีมมาเกือบหมด ให้ไล่ชื่อแต่ละคน คิบอมเขาก็จำได้ เว้นแต่พวกเด็กปีหนึ่งที่เข้ามาใหม่ สรุปว่าคิบอมจำเรื่องราวตั้งแต่ขึ้นปีสองมาไม่ได้เลย เพราะงั้นก็เลย...” ซองมินดึงมือเพื่อนร่วมคณะมากุมไว้แล้วบีบเบาๆ “...เลยจำนายไม่ได้ด้วย”
ทงเฮก้มลงมองมือที่ถูกกุมไว้แล้วยืนนิ่ง ...ไม่รู้ว่าลืมอะไรไว้ที่ร้านรึเปล่า ทำไมตัวถึงได้เบาหวิวขนาดนี้นะ
“ทงเฮ นายโอเคนะ?” ซองมินถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย ทงเฮถึงได้เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนทั้งสอง ทำไมตอนนี้เขาถึงรู้สึกเหมือนกำลังถูกมองด้วยสายตาน่าเห็นใจแบบนี้ล่ะ?
“อ.. โอเคสิ! ต้องโอเคอยู่แล้ว” เขาหัวเราะออกมา “หมอนั่นจำอะไรไม่ได้ก็ดี จะได้เลิกมาวุ่นวายกับฉันซักทีไง”
“แน่ใจนะ?”
“แน่สิ”
“แต่หน้านายซีดมากเลยอ่ะทงเฮ”
คนปากแข็งตะปบหน้าด้วยเองด้วยสองมือทันทีที่เพื่อนรักบอกแบบนั้น
“ซ.. ซีดเซิดอะไรเล่า อากาศตรงนี้มันร้อนออก”
คยูฮยอนส่ายหน้าแล้วถอนหายใจเบาๆ เขายื่นมือออกไปจับไหล่เล็กๆ ของเพื่อน
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาตั้งแง่กันนะ คิบอมนอนเจ็บอยู่โน่น สิ่งที่เขาลืมไม่ใช่แค่นาย แต่มันคือช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ลองนึกดูสิว่ามันจะมีผลกระทบยังไงบ้าง”
ทงเฮทำหน้าเบ้แล้วขมวดคิ้วเหมือนจะใช้ความคิด
“ก็... แค่ลืมบางเรื่อง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลย ...ไม่ใช่เหรอ”
“แล้วถ้าระหว่างนั้นมีเรื่องสำคัญที่ห้ามลืมล่ะ แล้วยังเรื่องเรียนอีก ถ้าคิบอมจำสิ่งที่เรียนมาตลอดเทอมที่แล้วไม่ได้เลย แล้วเปิดเทอมหน้านี้เค้าจะทำยังไง”
“ไหนจะเรื่องทีมบาสฯอีก เขาเป็นกัปตันทีมนะ ถ้าเขาลืมการซ้อมที่ผ่านมาทั้งหมด ทักษะใหม่ๆ ที่เรียนรู้ไปก็จำไม่ได้ แล้วทีมมหา’ลัยเราจะเป็นยังไง นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยนะทงเฮ”
ทั้งซองมินและคยูฮยอนต่างก็พูดด้วยสีหน้าเป็นกังวล และนั่นก็ทำให้ทงเฮเริ่มจะวิตกไปด้วย
“แล้ว... ไม่มีวิธีรักษาเลยเหรอ?”
“คุณหมอบอกว่าถ้าดูแลดีๆ คอยเล่าโน่นเล่านี่ให้ฟัง หรือพาไปสถานที่ที่เคยไป เขาอาจจะฟื้นความจำได้เร็วหน่อย”
“อ้อ...” ทงเฮพยักหน้า เหมือนจะถอนหายใจโล่งอกน้อยๆ ด้วย “งั้นก็ไม่เป็นไรมากสินะ”
“เป็นสิ! อีกสองอาทิตย์ก็จะแข่งนัดสำคัญแล้ว จำอะไรไม่ได้แบบนี้เกิดแพ้ขึ้นมาจะทำยังไง แบบนี้ยังจะบอกไม่เป็นไรได้ไงเล่า!”
คยูฮยอนเผลอเสียงดังออกมาจนซองมินต้องรีบเตือนสติด้วยการตีแขนยาวๆ ดังเพี้ยะ พร้อมกับส่งสายตาดุ
ส่วนทงเฮที่จู่ๆ ก็ถูกเพื่อนตวาดใส่ก็ถึงกับอึ้ง ก่อนจะตั้งสติได้แล้วเสียงดังกลับไปบ้าง
“แล้วนายจะมาหงุดหงิดใส่ฉันทำไมเนี่ย! ทำยังกับว่าฉันเป็นคนผิด ฉันไม่ได้เป็นคนตีหัวหมอนั่นซักหน่อย!”
“มันก็...!” คยูฮยอนเกือบลืมตัวอีกแล้ว ดีว่าสายตาดุๆ ของคนน่ารักข้างๆ ทำให้เขาลดเสียงลงได้ “...ก็ตอนนั้นที่โดนนายปาหินใส่ มันอาจจะกระเทือนอยู่แล้วก็ได้ แล้วมาเจอแบบนี้อีก ...ยังไงก็เกี่ยวกับนายอยู่ดีนั่นแหละ”
“บ้าเหอะ! เรื่องอะไรมาโยนให้ฉันล่ะ!” ทงเฮผลักอกเพื่อนอย่างเคืองๆ แล้วทำท่าว่าจะเดินหนี “เชิญนายอยู่ฟื้นความจำให้หมอนั่นไปละกัน ฉันกลับล่ะ”
“เฮ้ยเดี๋ยวดิ! จะใจดำไม่ช่วยกันเลยรึไง”
“ฉันไม่ใช่หมอนะ จะไปช่วยอะไรได้เล่า!”
“แต่นายเป็นคนเดียวในที่นี้ที่หมอนั่นจำไม่ได้” คยูฮยอนดึงมือเล็กๆ ของคนที่กำลังจะเดินหนีไว้ “ถ้าคิดง่ายๆ ว่าความทรงจำที่หายไปก็คือช่วงที่หมอนั่นเจอนาย ในระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง นายไปไหนด้วยกัน ทำอะไรด้วยกัน ถ้านายเป็นคนเล่าแล้วก็พาคิบอมไปตามที่ต่างๆ บางทีหมอนั่นอาจจะ...”
“ลืมไปได้เลย” ทงเฮตอบแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำ
“อะไรเล่า! ช่วยหน่อยไม่ได้รึไง นี่มันชื่อเสียงของมหา’ลัยเชียวนะ”
“แล้วทำไมต้องเป็นฉันด้วยเล่า!”
“นายไม่รู้จริงๆ น่ะเหรอ ว่าคิบอมมันรู้สึกยังไงกับนาย?” คยูฮยอนจับสองไหล่เพื่อน บังคับให้หันมามองหน้ากันตรงๆ “ให้ตายเหอะทงเฮ! ถึงนายจะไม่ค่อยทันคนแต่ก็ไม่ใช่ว่าโง่นะ ที่หมอนั่นคอยตามตื๊อ เทียวมาหาเรื่องแหย่นายอยู่บ่อยๆ นายไม่รู้จริงๆ น่ะเหรอว่าเพราะอะไร?”
คยูฮยอนพูดออกมาซะชัดเจนขนาดนี้ จะให้ทำเป็นตีมึนไม่รับรู้อะไรก็กลัวจะดูโง่จริงๆ อย่างที่เพื่อนว่า รู้หรอกว่าการแข่งครั้งนี้สำคัญแค่ไหน แต่ถ้าให้ทำแบบนั้นจริงๆ มันก็เท่ากับว่าเขาต้องทำทุกอย่างเพื่อให้หมอนั่นจำเรื่องของเขาได้ ทั้งที่ตัวเขาเองยังอยากจะลืม แล้วเรื่องอะไรจะต้องไปบังคับให้หมอนั่นจำให้ได้ด้วยเล่า
คยูฮยอนเลื่อนมือลงมาจับแค่ที่ต้นแขนทั้งสองข้างของเขา แล้วเขย่าเบาๆ
“ขอร้องล่ะนะ เราเหลือเวลาอีกแค่สองอาทิตย์ นายเป็นคนที่หมอนั่นรู้สึกดีด้วย ถ้าเป็นนาย ต้องช่วยให้หมอนั่นจำได้แน่ๆ”
ทงเฮมองหน้าเพื่อนรักแล้วหันไปมองหน้าซองมินที่ยืนอยู่ข้างหลัง กำลังใช้สายตาอ้อนวอนกดดันเขาด้วยกันทั้งคู่ ทำแบบนี้ได้ยังไงกัน นี่มันหมายถึงชีวิตของเขาในอีกสองอาทิตย์ที่เหลือหลังจากนี้ชีวิตเชียวนะ นี่เขาจะต้องคอยไปไหนมาไหนกับตายักษ์ความจำเสื่อมนั่น แล้วก็เล่าเรื่องที่เขาไม่อยากจะจำนักให้ฟัง ไม่เท่ากับว่าเขาต้องกลับไปตัวติดกันกับหมอนั่นอีกแล้วรึไงเนี่ย...
คนตัวเล็กกระแทกเท้าสองทีแล้วสะบัดแขนให้พ้นมือเพื่อน ก่อนจะหันไปฟุบหน้าโอดครวญอยู่กับขอบระเบียง
“ทำไมต้องเป็นฉันด้วยเนี่ย...~”
.
.
.
.
.
คนอื่นๆ กลับกันไปหมดแล้ว คนอื่นๆ ที่ว่าก็มีลูกทีมในชมรมบาสฯหกเจ็ดคน กับอาจารย์คุมทีมอีกหนึ่ง คยูฮยอนบอกให้เขารออยู่ที่นี่ในระหว่างที่ตัวเองไปส่งซองมินที่บ้าน แล้วเดี๋ยวจะกลับมารับ ตอนนั้นสมองของทงเฮว่างเปล่าไปหมด กำลังนอยด์เรื่องที่ถูกบังคับแกมขอร้องให้ต้องรับปากทำอะไรที่ไม่อยากทำอยู่แล้วด้วย ก็เลยพยักหน้าเออออไป พอมานึกขึ้นได้ตอนนี้ก็คิดว่าน่าจะกลับบ้านไปซะ คยูฮยอนใจร้ายชะมัดที่ปล่อยให้เขานั่งรออยู่หน้าห้องพักฟื้นแบบนี้ ...มันรู้สึกแปลกๆ ยังไงไม่รู้ แต่จะให้เข้าไปรอให้ห้องก็คงยิ่งแปลก ก็คิบอมน่ะ ...จำเขาไม่ได้ซักหน่อย
“อ้าวทงเฮ ยังไม่กลับเหรอจ๊ะ?” ตัวเล็กๆ ถึงกับสะดุ้ง เพราะมัวแต่คิดอะไรเพลินๆ คุณแม่ของคิบอมเปิดประตูห้องออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“ค.. ครับคุณป้า สวัสดีครับ” ทงเฮโค้มศีรษะให้คุณป้าใจดีของเขา ตอนแรกที่มาถึงก็ยังไม่ได้ทักทายกัน เพราะเหมือนคุณป้ากำลังคุยกับคุณหมออยู่ “พอดี... คยูฮยอนบอกให้รอ...”
“งั้นก็เข้าไปรอในห้องสิจ๊ะ ป้ากำลังจะลงไปซื้อผลไม้ เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนพ่อตัวโตเขาหน่อยนะ”
“ต.. แต่ว่า...”
“ฝากหน่อยนะจ๊ะ เขาเจ็บหัวอยู่ คงจะหยิบจับอะไรไม่ถนัด” ถูกผู้ใหญ่ขอร้องแบบนี้ ยิ่งเป็นคุณป้าใจดีที่อุตส่าห์ช่วยดูแลเขาตอนที่ไม่สบายด้วยแล้วล่ะก็ ทงเฮก็เลยไม่กล้าจะปฏิเสธ
“งั้นก็.. ครับ.. ได้ครับ”
ทงเฮเปิดประตูแล้วเดินเข้ามาในห้องช้าๆ ร่างสูงใหญ่บนเตียงขยับลุกขึ้นนั่งทันทีเมื่อเห็นคนเยี่ยม ใบหน้าคมเข้มระบายยิ้มบางเบา
“หวัดดี”
“อื้อ” ทงเฮพยักหน้า เขาหยุดยืนอยู่ห่างจากเตียงประมาณสามก้าว ยกนิ้วขึ้นชี้หน้าตัวเองช้าๆ “นาย.. จำฉันได้มั้ย?”
“จำได้สิ”
“ห.. ห๊ะ?!”
“ทงเฮ ที่เป็นเพื่อนกับคยูฮยอนไง”
ตัวเล็กๆ รีบถลาเข้ามาเกาะขอบเตียงอย่างลืมตัว
“น.. นี่แสดงว่า... นายไม่ได้...!”
“นายเข้ามาเมื่อเย็นนี้ แล้วก็รีบกลับออกไป แต่ฉันว่าฉันจำไม่ผิดนะ ทงเฮ... ลีทงเฮ... ใช่มั้ย?”
แต่แล้วทงเฮก็ต้องอ้าปากค้าง ตอนแรกนึกว่าคิบอมจะจำได้แล้วซะอีก ที่ไหนได้...
“เอ่อ... ช.. ใช่แหละ”
คนที่ถูกลืมทำหน้าม่อย เอาแต่ก้มหน้ามองมือตัวเองที่ขัดกันไปมาอยู่ตรงขอบเตียงคนเจ็บ กระทั่งเสียงทุ้มถามขึ้น
“นายไม่ใช่ลูกทีมใหม่ที่เพิ่งเข้ามาใช่มั้ย?”
“...เปล่า”
“เราเรียนคณะเดียวกันรึเปล่า?”
“....” ทงเฮส่ายหน้า
“งั้นเรารู้จักกันได้ยังไง... ขอโทษเถอะนะ ฉันจำอะไรไม่ค่อยได้ บางทีเราอาจจะเพิ่งรู้จักกัน เพราะงั้น... นายโกรธรึเปล่า?”
“ห.. ห๊ะ?! ...เปล่านี่” ปฏิเสธพร้อมส่ายหัวรัวเร็ว
“งั้นเหรอ เห็นนายเอาแต่เงียบฉันก็คิดว่าโกรธ”
ทงเฮยิ้มเจื่อนๆ แล้วเสเบือนหน้าไปทางอื่นแทน ก็คนมันจำไม่ได้นี่นะ จะให้โกรธยังไงได้
“เรา... ไม่ได้เป็นแฟนกันใช่มั้ย”
“ห.. ห๊ะ?!” เจอถามแบบนี้แล้วยิ่งตกใจกว่า “พ.. พูดบ้าๆ! เราสองคน...! เอ่อ ฉันจะไปเป็นแฟนนายได้ไงเล่า!”
“ค่อยยังชั่วหน่อย ก็นายเอาแต่ทำหน้าบึ้ง ฉันก็นึกว่าฉันทำอะไรผิด ถ้านายเป็นแฟนฉันแล้วฉันจำนายไม่ได้เนี่ย แย่เลยนะ”
คิบอมบอกแล้วยิ้มน้อยๆ แค่นั้นก็ทำเอาทงเฮรู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้า จนต้องยกมือขึ้นมาตบแก้มตัวเองเบาๆ ตอนนั้นเองที่คนบนเตียงสังเกตเห็นพลาสเตอร์ที่ปลายนิ้วน้อยๆ
“นิ้วนายไปโดนอะไรมาน่ะ?”
“อะ.. อ๋อ ฉันซุ่มซ่ามทำจานแตกแล้วก็เลยโดนบาดน่ะ”
“เจ็บมั้ย? ขอฉันดูหน่อย”
“ไม่หรอก แผลแค่นี้น่ะ...” ทงเฮส่ายหน้าว่าไม่เป็นอะไร แต่คนถามกลับจับมือเขาแล้วดึงเข้าไปใกล้ๆ ใบหน้าคมเข้มแลดูจริงจังตอนที่มองสำรวจปลายนิ้วของเขาอย่างเอาใจใส่ ก่อนจะยิ้มแล้วเป่าลมเบาๆ
“เพี้ยง... หายเร็วๆ นะ”
คนเยี่ยมไข้พูดอะไรไม่ออก รู้สึกร้อนไปทั้งหน้าทั้งคอจนถึงปลายนิ้ว ค่อยๆ ดึงมือตัวเองกลับแล้วก็ก้มหน้างุดอย่างไม่รู้จะทำอะไร นี่ถ้าไม่ติดว่าคิบอมความจำเสื่อมอยู่ เขาคงคิดว่าตัวเองถูกแกล้งอีกแล้วแน่ๆ
คิบอมมองคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างเตียงแล้วก็ยิ้มเงียบๆ ก่อนที่เรียวคิ้วเข้มจะขมวดน้อยๆ
“ฉัน... เคยทำแบบนี้ให้นายมาก่อนรึเปล่า?”
ทงเฮขยับปากเหมือนจะตอบ แต่แล้วก็กลับเงียบ เขามองหน้าคิบอมด้วยความรู้สึกแปลกๆ ...เหมือนวูบๆ ...เหมือนใจมันหายๆ
...เคยสิ ...นายเคยทำแผลให้ฉันตอนที่เดินชนต้นไม้ไง ...จำไม่ได้เลยเหรอคิบอม?
TBC.
Talk: กัปตันทีมของเราความจำเสื่อมซะแล้ว แต่ว่า... จะแกล้งกันอีกรึเปล่าน้า...?
แอบดองไว้นานเหมือนกัน มัวแต่ปั่นหนังผีเจย์ชอลจนแอนตี้แฟนฝั่งจีบ่นมา :P
นอกจากจีแล้วยังมีที่ค้างไว้อีกสองเรื่อง จะพยายามลงสลับกันไปเรื่อยๆ นะคะ ส่วนเรื่องสั้นก็อาจจะเอามาลงเป็นบางช่วง (ที่คิดฟิคยาวไม่ออก :P) เอาเป็นว่าวัดกันที่เรทติ้งละกัน ใครอยากอ่านเรื่องไหนก็บอกกันมานะ ^^
เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ ^^
แอบดองไว้นานเหมือนกัน มัวแต่ปั่นหนังผีเจย์ชอลจนแอนตี้แฟนฝั่งจีบ่นมา :P
นอกจากจีแล้วยังมีที่ค้างไว้อีกสองเรื่อง จะพยายามลงสลับกันไปเรื่อยๆ นะคะ ส่วนเรื่องสั้นก็อาจจะเอามาลงเป็นบางช่วง (ที่คิดฟิคยาวไม่ออก :P) เอาเป็นว่าวัดกันที่เรทติ้งละกัน ใครอยากอ่านเรื่องไหนก็บอกกันมานะ ^^
เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ ^^